“โฆษกรัฐ” เหน็บนักการเมืองความจำสั้น ชี้ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว ย้ำรัฐบาลเพื่อไทยทำประเทศเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นกรณีอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย (ส.ส.) ยังคงเดินหน้าออกมาโจมตีว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยที่สุดในอาเซียน ว่า น่าเสียใจที่ประเทศไทยยังคงมีกลุ่มนักการเมืองที่พยายามทำลายความเชื่อมั่นของประเทศตนเองในสายตาชาวโลกและนักลงทุน เพื่อหวังผลทางการเมือง ด้วยการจงใจกล่าวความเท็จ
“อยากเตือนความจำ นักการเมืองที่อาจจะแกล้งความจำสั้นว่า ในปี 2556 ที่รัฐบาลเพื่อไทยบริหารประเทศต่างหากเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยที่สุดในอาเซียน โดยลาวเติบโตร้อยละ 7.8 กัมพูชาเติบโตร้อยละ 7.4 เมียนมาเติบโตร้อยละ 6.4 อินโดนีเซียเติบโตร้อยละ 5.6 เวียดนามเติบโตร้อยละ 5.4 มาเลเซียและสิงคโปร์เติบโตเท่ากันที่ร้อยละ 4.7 ขณะที่ประเทศไทยเติบโตร้อยละ 2.7 ต่ำที่สุดในอาเซียน เพราะการบริหารงานที่ผิดพลาด การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่กลายเป็นคดีความมากมายในปัจจุบัน รวมทั้งไม่มีประเทศใดในอาเซียนต้องเจอเหตุการณ์นักการเมืองปลุกระดมผู้หลงเชื่อให้ออกมาเผาบ้านเผาเมืองเหมือนประเทศไทย ในปี 2557 ประเทศไทยยังคงบอบช้ำต่อเนื่อง จากการกระทำของกลุ่มนักการเมืองบางกลุ่มที่ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกในสังคมและการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมหาศาล ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำต่อเนื่องเหลือเพียงร้อยละ 0.8 เทียบกับประเทศเมียนมาที่เติบโตสูงสุดในอาเซียนที่ร้อยละ 8.7 ประเทศไทยขณะนั้นเปรียบเหมือนคนป่วยไม่ใช่จากเชื้อโรคภายนอก แต่เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองจากน้ำมือนักการเมืองบางคนบางพรรค คสช.ต้องเข้ามาทำหน้าที่หยุดเลือดที่ไหล นำประเทศไทยที่เป็นคนป่วยในห้อง ICU มาดูแลบำบัดรักษา จนปัจจุบันลุกขึ้นนั่งได้ เดินได้ และเตรียมพร้อมที่จะออกวิ่ง เพื่อชดเชยกับเวลาที่สูญเสียไป และรัฐบาลก็ทำอย่างเต็มที่จนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตต่อเนื่องจนถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม 25 ประเทศแรกที่น่าลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาติ” พล.ต.สรรเสริญกล่าว
พล.ต.สรรเสริญกล่าวต่อว่า อยากเรียกร้องให้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยหยุดพูดข้อมูลจริงปนข้อมูลเท็จ ให้ร้ายประเทศได้แล้ว เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าเนื้อตนเอง และอยากขอความร่วมมือสื่อมวลชน หากพิจารณาแล้วพบว่าข้อมูลบางอย่างไม่ถูกต้อง ก็ไม่ควรเผยแพร่ เพราะจะเป็นการสนับสนุนคนที่พูดจาไร้ความรับผิดชอบ และอาจสร้างความสับสนให้แก่สังคม มั่นใจว่าสื่อมวลชนตัดสินใจได้ และเลือกที่จะอยู่เคียงข้างสังคมไทยและประเทศไทย

