หน้าแรก การเมือง ติวเข้มกกต.จั...

ติวเข้มกกต.จังหวัด! สมชัย ห่วง คำถามพ่วงโผล่ทำบัตรเสียเพิ่ม แนะเเจงให้ชัด

24.05.16 | 21:18 น.

กกต.ติวเข้ม ผอ.กต.จว.แนวทางปฏิบัติทำประชามติ ปธ.กกต.กำชับ จนท.วางตัวเป็นกลาง อย่าชักจูงปชช.รับ-ไม่รับรธน.”สมชัย” ห่วงเกิดบัตรเสียมาก เหตุมีสองตัวเลือกที่ปชช.ต้องกากบาท


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวมอบนโยบายแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติให้กับผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.) จำนวน 77 จังหวัด ว่า ในวันที่ 7 สิงหาคมกกต.จะจัดการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์สำคัญครั้งที่ 2 แต่การทำประชามติครั้งนี้มีความแตกต่างจากการทำประชามติเมื่อปี 2550 เนื่องจากมีคำถามเพิ่มเติมจากสนช.เข้ามา ทั้งนี้ โดยขณะนี้เหลือระยะเวลาอีก 75 วัน ที่จะถึงวันทำประชามติ เชื่อมั่นว่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนการที่กกต.ตั้งเป้าหมายให้มีผู้มีสิทธิมาออกเสียงจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์จะได้ตามเป้าหมายหรือไม่นั้นก็ขอให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่อย่างเต็มที่ไม่ต้องกังวล เพียงแต่การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องยึดหลักกฎหมายระเบียบต่างๆต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต การดำเนินการต้องโปร่งใส

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการประชุมหารือร่วมกับพรรคการเมืองเมื่อวันที่19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีข้อกังวลว่า กกต.จังหวัด ไม่เป็นกลางนั้นตนก็อยากให้ระมัดระวัง เพราะมีคนส่องกล้องคอยจับตามองกกต.อยู่ตลอดเวลา ขณะที่การรณรงค์ กกต.ต้องทำหน้าที่รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงให้มากที่สุด ไม่ใช่ชักจูงให้รับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นการทำผิดกฎหมายได้

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต. กล่าวว่า ส่วนตัวอยากให้ทางผอ.กต.จังหวัดอธิบายกระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงประชามติให้ประชาชนเข้าใจมากที่สุด อย่าไปล้ำเส้น กรธ.หรือไปอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญเพราะจะทำให้ถูกมองว่าไม่เป็นกลางได้ หากได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรก็ขอให้อธิบายเฉพาะขั้นตอนหรือกระบวนการการออกเสียงประชามติเท่านั้น ขณะเดียวกันมองว่าโอกาสที่การทำประชามติครั้งนี้จะเกิดบัตรเสียมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าการเลือกตั้งทั่วไปหรือการทำประชามติเมื่อปี 2550 เนื่องจากครั้งนี้ได้มีประเด็นคำถามพ่วงจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงทำให้ประชาชนต้องตอบคำถามสองคำถามเพิ่มโอกาสทำให้บัตรเสียมีมากขึ้น จึงขอกำชับผอ.กต.จังหวัด ไปทำความเข้าใจว่าลักษณะใดที่เป็นบัตรดีบัตรเสียเพื่อที่จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้

Advertisement

จากนั้นนายสมชัย ได้ชี้แจงข้อสงสัยของผู้ตรวจการกกต. ถึงการพิจารณาคำร้องโดยเฉพาะมาตรา 61 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นความผิดทางอาญาว่าจะอยู่ในอำนาจของกกต.หรือไม่ โดยได้มีการยกตัวอย่างกรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องว่าพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระทำการบิดเบือนข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญ ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นดังกล่าว โดยสรุปได้เป็น 4 แนวทาง คือ 1.ให้พนักงานกกต.แนะประชาชนไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2.ให้กกต.หาข้อเท็จจริงในเบื้องต้นแล้วแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะกกต. 3.หากมีเรื่องร้องเรียนมายังกกต.จังหวัด กกต.จังหวัดสามารถส่งให้ส่วนกลางพิจารณาได้ และ 4.รวมรวมหลักฐานและมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินการเอง อย่างไรก็ตาม กกต.สามารถหาข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเองได้ภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจกกต.

“สิ่งสำคัญถ้าเกิดการกระทำความผิดที่จังหวัดใด กกต.จังหวัดนั้นต้องรู้ ถ้าส่วนกลางถามไปต้องตอบได้ ที่สำคัญต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ต้องได้คำตอบได้ภายใน 7 วัน นับแต่ที่มีการยื่นคำร้อง สิ่งที่เกิดขึ้น 2-3 วันมานี้ เป็นแค่หัวพายุ แค่ฝนโปรย จากนี้เฮอร์ริเคนที่เกี่ยวกับคำร้องจะตามมา”