“เพื่อไทย” จี้เอาผิด “พปชร.-ประยุทธ์” ปมแจกเงิน อสม. ก่อน ลต. 2 วัน ชี้เป็นการจูงใจ-หวังให้เกิดประโยชน์ต่อพรรคใดพรรคหนึ่ง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรค และนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ว่าที่ ส.ส.นครพนม พรรค พท. ร่วมกันแถลงถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้เพิ่มค่าตอบแทนแก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ( อสม.) และได้มีการจ่ายเงินดังกล่าวแก่ อสม. ก่อนวันเลือกตั้งเพียง 2-4 วัน โดยเนื้อหาของคำแถลงมีใจความว่าตามที่ ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 อนุมัติให้เพิ่มค่าตอบแทนให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน( อสม.) จากเดิมคนละ 600 บาท เป็นคนละ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งขณะนั้นมี อสม. ทั่วประเทศจำนวน 1,054,729 คน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ถึง กันยายน 2562 เป็นเวลา 10 เดือน โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 4,218 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีทราบข้อเท็จจริงแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 ต่อมาก็มีการโอนเงินดังกล่าวให้แก่ อสม. ย้อนหลัง 3 เดือนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ถึงมีนาคม 2562 จำนวน 1,024,407 ราย เป็นเงินกว่า 1,814 ล้านบาท ในวันที่ 20-22 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เพียงไม่กี่วัน
นายชูศักดิ์กล่าวว่า พรรค พท.มิได้คัดค้านการที่จะเพิ่มเงินให้กับ อสม.แต่เห็นว่าการอนุมัติเงินเพิ่มค่าตอบแทนแก่ อสม. ดังกล่าว มีวาระทางการเมืองเพื่อการหาเสียงเลือกตั้งแอบแฝงและเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพบว่านโยบายการเพิ่มเงินให้กับ อสม.จาก 600 บาท เป็น 1,000 บาทนั้น เป็นยุทธศาสตร์ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อยู่ก่อนที่ ครม. จะมีมติและขณะนั้นนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอยู่ด้วยและบุคคลทั้ง 4 ก็ได้เข้าร่วมประชุมและมีมติอนุมัติเงินเพิ่มแก่ อสม.ด้วย ขณะที่พรรคพปชร. ก็ได้ประกาศจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อของพรรค กรณีจึงเห็นได้ว่าการอนุมัติเงินเพิ่มแก่ อสม. ดังกล่าวแม้จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีแต่การใช้จ่ายจากเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น น่าจะไม่เป็นเงื่อนไขของกฎหมายตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ.2560 ตามหนังสือเวียนสำนักงานงบประมาณที่ นร.0702/ว 105 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 และเป็นการอนุมัติโดยมีกรรมการบริหารพรรค พปชร. ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีร่วมอนุมัติด้วยถึง 4 คน โดยนโยบายดังกล่าวเป็นของพรรคพลังประชารัฐอยู่ก่อนแล้วด้วย
“พรรค พท.จึงเห็นว่าการที่ ครม.ได้อนุมัติเงินเพิ่มแก่ อสม. ดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบกระทำการเพื่อเป็นคุณแก่พรรค พปชร.อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 78 และมาตรา 149 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2561 นอกจากนี้แม้จะเป็นการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อเพิ่มเงินแก่ อสม. แต่เมื่อพฤติการณ์ของการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการร่วมมือกันหรือรู้เห็นเป็นใจร่วมกันระหว่าง ครม.และกรรมการบริหารพรรค พปชร.อาจเป็นไปเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเฉพาะ อสม. ได้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพลังพรรค พปชร. โดยมีข้อเท็จจริงว่าหลังจาก ครม.อนุมัติแล้วถัดมาไม่กี่วันว่าที่ผู้สมัครของพรรคพปชร. ก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปหาเสียงกับประชาชน การกระทำของ ครม. จึงอาจเข้าข่ายเป็นการให้ทรัพย์สินแก่บุคคลใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ตามมาตรา 73 (1) ของกฎหมายเลือกตั้งด้วย ซึ่งทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตแล้วเที่ยงธรรม
ด้านนายภูมิธรรมกล่าวว่า เราอยู่กับรัฐบาล คสช. มา 5 ปี ก็หวังว่าเมื่อพันธสัญญาที่ให้ไว้จบลงท่านจะให้การเลือกตั้งเป็นทางแก้ปัญหา แต่กลับมีปัญหาต่างๆ มากมายรายวันทั้งการใช้ระเบียบ กฎหมายต่างๆ ซึ่งผู้มีอำนาจใช้กลไกเหล่านี้เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นเพื่อกลับคืนสู่อำนาจ ซึ่งถือเป็นการสร้างภาระกฎหมาย ทำผิดธรรมเนียมการปกครอง แทนที่จะใช้กฎหมายเป็นกลไกในการหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งเราไม่อยากเข้าไปสู่วังวนเหล่านี้ เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้เห็น และรับทราบ ในขณะที่ทางด้านกฎหมายก็ต้องดำเนินการต่อไปด้วยตราบใดที่ท่านยังใช้ประโยชน์จากกติกาทำลายผู้เห็นต่าง และสร้างประโยชน์ให้แก่ตน ทั้งนี้ ตนฝากถามนายกฯ และรัฐบาลว่า คุณเป็นรัฐบาลพิเศษอะไรจึงใช้อำนาจอย่างไม่รู้จบ ทำผิดธรรมเนียมการปกครอง ซึ่งรัฐบาลปกติในระบอบประชาธิปไตยทำไม่ได้ ทั้งที่เห็นชัดว่าทำเพื่อเอื้อประโยชน์ในการดำรงอยู่ของตน ถ้าเป็นรัฐบาลปกติทำแบบนี้คงติดคุกไปแล้ว แต่เหตุใดรัฐบาลของคุณจึงทำได้ ขอให้คุณตอบประชาชนให้หายสงสัยหน่อย อย่างไรก็ตาม ช่วงบ่ายวันนี้ (1 พฤษภาคม) ทางพรรคจะมอบหมายให้โฆษกฯ เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ กกต.
เมื่อถามว่า รัฐบาลมักอ้างว่าเป็นรัฐบาลปกติ ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการจึงสามารถอนุมัติงบประมาณต่างๆ ได้ นายชูศักดิ์กล่าวว่า แม้จะไม่ใช่รัฐบาลรักษาการแต่พฤติกรรมที่ทำแบบนี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ครม. มีการอนุมัติงบออกมาสอดคล้องกับนโยบายของพรรคการเมือง ท่านก็ลองไตร่ตรองดูว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งหรือไม่ ทั้งนี้ การเพิ่มค่าตอบแทนดังกล่าวต้องใช้งบปกติ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะใช้งบฯกลาง แต่มีการใช้กฎหมายในลักษณะร่วมมือกันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ถามว่าการอนุมัติงบและจ่ายงบก่อนการเลือกตั้งเป็นการจูงใจหรือไม่ วิญญูชน หรือประชาชนทั่วไป ต่างก็สามารถวินิจฉัยเองได้


