น.2รายงาน : มุมมองนักวิชาการ ว่าที่ส.ส.ถือหุ้นสื่อ

2.05.19 | 13:23 น.

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีนักการเมือง นักเคลื่อนไหวยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ร้องเรียนว่าที่ส.ส.ถือหุ้นสื่อ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะมีแรงกระเพื่อมช่วงก่อนและหลัง รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 9 พฤษภาคมหรือไม่

ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สิ่งแรกต้องดูเจตนารมณ์ว่าตอนร่างกฎหมายไม่ให้ผู้สมัคร ส.ส.รายใดถือหุ้นสื่อนั้น คำว่าสื่อ ถึงแม้จะตีความครอบคลุม เช่น มีเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต ทำป้ายโฆษณา ขายธงสัญลักษณ์ นับเป็นสื่อหรือไม่ แบบนี้คิดว่ามากเกินไป เนื่องจากเจตนารมณ์ที่ห้ามผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นบริษัทที่ว่าด้วยสื่อคือเขากลัวว่าคนเหล่านี้จะไปยุ่มย่าม วุ่นวาย บงการให้บริษัทที่ดำเนินกิจการสื่อสารมวลชนให้คุณหรือโทษแก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือทำให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร

เมื่อเป็นอย่างนี้ สิ่งที่ควรคิดต่อคือเราเข้าใจเจตนารมณ์นี้หรือไม่ หากเจตนารมณ์เป็นเช่นนี้ ปัญหาเชิงเทคนิคต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ปัญหาที่คนกลัวว่าจะโดนยุบพรรคเนื่องจากตีความเกินเลยเจตนารมณ์ดังกล่าว สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่ากำลังใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการเข่นฆ่าทางการเมืองมากกว่าพิทักษ์เจตนารมณ์ทางประชาธิปไตย นี่คือปมปัญหา หากยังทำแบบนี้อยู่ก็จะเป็นปัญหาต่อไปไม่หยุดหย่อน อย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ทุกพรรคมีคนที่ถือหุ้นในบริษัทที่ทำหน้าที่คล้ายสื่อ หรือบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งมีจุดประสงค์ว่าด้วยการจัดการสื่อ หรือการทำธุรกิจประเภทสื่อทั้งสิ้น

Advertisement

กรณีนางวทันยา วงษ์โอภาสี สามีคือนายฉาย บุนนาค โดยสองคนนี้บอกว่าไม่ได้จดทะเบียนกัน ทางกฎหมายคือไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน แต่ในทางพฤตินัยนั้นเป็นหรือไม่ ถ้ายังนอนบ้านเดียวกัน ทำกิจกรรมด้วยกันแล้วจะบอกว่าไม่ใช่สามีภรรยาหรือ

ดังนั้น จะบอกว่าคู่สมรสถือหุ้นสื่อด้วยหรือไม่ นี่เป็นตัวอย่างความทับซ้อนในการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ฉะนั้นต้องกลับไปสู่จุดที่บอกว่าคนเหล่านี้เข้าไปยุ่มย่าม บงการสื่อหรือไม่ ถ้าไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขนี้ การนำข้อความนี้มาไล่ล่าทางการเมืองย่อมไม่เป็นผลดี

ต้องไม่ลืมว่าสมัยก่อนเราไม่มีการถอดถอนย้อนหลัง แต่สมัยนี้เรามีการถอดถอนย้อนหลัง ต่อให้เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองแล้ว แต่สามารถถูกถอดถอนย้อนหลังได้ ต้องคืนเงิน ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

ดังนั้น หากไม่เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพกติกาที่ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนแรก ตีความจนเกินเลยตัวอักษร ในด้านหนึ่งท่านผู้ใช้อำนาจทางกฎหมายต้องไม่ถือเอาหรือปฏิบัติต่อกฎหมายโดยอาศัยพจนานุกรมอย่างเดียว

ทางออกคือต้องกลับไปดูว่าเจตนารมณ์ในการออกแบบ ออกกฎระเบียบเช่นนี้เป็นเพราะอะไร และมาดูในความจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเด็นที่แต่ละฝ่ายออกไปไล่ล่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดนไล่แม้กระทั่งว่ารถฝ่าไฟแดงนั้นมีใครอยู่ข้างในไหม เช็กเรียงเบอร์หรือไม่ ซึ่งความจริงแล้วบริษัทสื่อที่นายธนาธรเคยมีอยู่ได้ปิดกิจการไปนานแล้ว

เราต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงทางกฎหมายว่าเขียนมาเพื่ออะไร ป้องกันอะไร กลไกที่เรามีอยู่เพียงพอหรือไม่ หากหลักฐานและข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่าเขาไม่ได้ใช้สื่อเพื่อการหาเสียง หรือใช้สื่อที่มีอยู่ไปบิดเบือนข่าวสาร ให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม ทำนองเดียวกัน สื่อบางแห่งที่สัมพันธ์กับบางพรรคการเมือง ถ้าสำนักข่าวหรือผู้ที่กำลังติดตามลองพิจารณาดูว่า หากใช้หลักการเดียวกันกับนายธนาธรคิดว่าถูกต้องหรือไม่ ฝ่ายไหนที่ใช้สื่อในมือมากกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การเลือกตั้งที่ผ่านมา กกต.ต้องสร้างความมั่นใจ เพราะปัญหาคือคนไม่มั่นใจใน กกต.แล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการนับคะแนนเขต 1 จ.นครปฐม พลิกกลับไปกลับมา เบื้องต้นสิ่งที่ กกต.ควรทำคือเปิดเผยคะแนนทุกหน่วยทั่วประเทศ ไม่ควรปล่อยให้คนสงสัย กังขา ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจในการยืนหยัดหลักการ

ทั้งนี้ เรามีกฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อห้าม คุณสมบัติต่างๆ ซึ่งมีไว้เพื่อป้องกัน กกต.จากการกระทำที่พลั้งเผลอ ผิดพลาด หาก กกต.กระทำการพลั้งเผลอ ผิดพลาด ในยุคก่อนก็มีให้เห็นคือติดคุกกันมาแล้ว

กรณีการเลือกตั้งครั้งนี้ หากจงใจไม่ทำหรือจงใจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ มีการเลือกปฏิบัติ เหล่านี้ก็สุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

กรณีการถือหุ้นสื่อของ ส.ส.ที่มีการยื่นฟ้องร้องกันในขณะนี้ คาดว่า กกต.น่าจะมีคำตอบไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเชื่อมั่นว่าวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ จะมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่หากรับรองผลไว้ก่อนแล้ว กรณี ส.ส.ที่ถือหุ้นสื่อขาดคุณสมบัติ ในส่วนของบัญชีรายชื่อ ถ้าหากขาดคุณสมบัติจริงและพ้นสภาพ ส.ส.ลำดับถัดไปก็จะขึ้นมาทดแทน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนกรณีที่เป็น ส.ส.เขต ถ้าหากสอบตกก็ไม่มีปัญหา อาจติดขัดเรื่องคุณสมบัติที่ต้องฟ้องร้องกันต่อไป แต่กรณี ส.ส.เขตที่ไม่ได้สอบตก ในเบื้องต้นกระบวนการอาจจะมีการรับรองและนำไปสู่การชี้แจ้งหลักฐาน การต่อสู้ชั้นพยานต่างๆ ถ้าหากขาดคุณสมบัติก็ต้องประกาศการเลือกตั้งซ่อม

อย่างไรก็แล้วแต่ ในเบื้องต้นเชื่อว่าวันที่ 9 พฤษภาคม จะรับรองผลการเลือกตั้งทันอย่างแน่นอน เพราะด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้ว กกต.ไม่น่าจะไม่แยกทำหรือเลือกปฏิบัติ เนื่องจากกระแสสังคมกำลังมองว่า กกต.เลือกปฏิบัติกับบางพรรค เช่น คดีพรรคการเมืองที่การดำเนินการเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองหนึ่งเร็ว แต่อีกพรรคกลับล่าช้า ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นการรวบรวมคดีของทุกพรรคการเมืองในกรณีเดียวกันแล้วค่อยชี้ขาดเรี่องคุณสมบัติทีเดียว แต่จะต้องเป็นหลังวันที่ 9 พฤษภาคม

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นตัวเลข ส.ส.ที่ถูกร้องเรื่องหุ้นสื่อ เป็นฝั่งพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคเพื่อไทยมากกว่าฝั่งของพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้น การฟอร์มทีมรัฐบาล หรือรัฐบาลที่จะกลับมา ดูทิศทางแล้วพรรคพลังประชารัฐและเครือข่ายที่สนับสนุนน่าจะเป็นต่อ จึงมีแนวโน้มว่าไม่น่าจะติดขัดอุปสรรคใดๆ แต่ ส.ส.ที่อยู่ในกระบวนการถูกร้องเรียนค่อนข้างจะกังวลต่ออนาคตตัวเองมากกว่า

ผมไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งรอบนี้จะเป็นโมฆะ และเชื่อว่าจะต้องมีการดำเนินการต่อไป เพียงแต่ในตัวความผิดหรือข้อบกพร่อง เช่น กรณีการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นที่ จ.นครปฐม จะปล่อยให้ลอยนวลอย่างนี้ไม่ได้ จะต้องมีการติดตามและมีมาตรการการลงโทษเพื่อเป็นบทเรียน เพราะหากปล่อยให้เป็นการผิดพลาดโดยมนุษย์ หรือ Human Error แล้วไม่ได้สนใจบทลงโทษ สังคมก็จะไม่ให้ความเชื่อมั่นกับ กกต.อีก

ซึ่งต่อไปจะไม่เกิดเป็นมาตรการหาทางป้องกันในการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งซ่อม ที่ทุกคนจะจับตามองกันมากกว่าเดิมหากการเลือกตั้งซ่อมในระดับเขตเกิดขึ้น

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

กรณีเรื่องการถือหุ้นของ ส.ส.นั้น สถานการณ์ตอนนี้มีผลมาก การที่พรรคอนาคตใหม่โดนยื่นจากคนที่มาร้องเรียน ปรากฏว่ากระบวนการนี้ตีกลับไปทุกพรรค เมื่อเป็นดังนั้น เงื่อนไขความผิดลักษณะนี้ถ้าดูจนพิสูจน์แล้วว่ามีการถือครองที่ผิดจริงก็ทำให้เกิดการชะงักในการได้เป็น ส.ส. กระบวนการทั้งหมดจึงอาจเกิดปัญหาได้ หาก กกต.ยังไม่รีบดำเนินการให้เกิดความชัดเจน การประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พ.ค.จะเป็นปัญหาทันที ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะเดินเข้าสู่ภาวะเดดล็อกทางการเมือง

หากมีการจัดการย้อนหลัง และคนทั้ง 2-3 ฝ่าย ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอยู่ในเงื่อนไขที่ผิดกฎหมายทั้งหมดก็จะมีผลต่อ ส.ส. จนอาจลุกลามบานปลายไปจนถึงขั้นยุบพรรค โดยเฉพาะหากพรรคที่ยุบกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐก็จะเป็นเรื่องใหญ่

ถ้าดูตามการเมือง เรื่องนี้มีความพยายามที่จะทำให้พรรคอนาคตใหม่เกิดความสั่นคลอน เพื่อให้ ส.ส.อนาคตใหม่แตกบางส่วนออกมาหรือเป็นงูเห่า เมื่อเข้าไปจัดการพรรคอนาคตใหม่ได้ ปรากฏว่ากลุ่มก้อนของพรรคอื่นก็มีลักษณะการถือหุ้นเช่นนี้หมด ดีไม่ดีอาจมีทางเลือกเดียวคือใช้มาตรา 44 จัดการเรื่องนี้ออกไป ไม่อย่างนั้นจะวุ่นวายมาก แม้จะประกาศผลจนจัดตั้งรัฐบาลแล้ว แต่เมื่อผลการพิจารณาคดีมาถึง ส.ส.หายไปครึ่งสภาจะทำอย่างไร ไม่แน่ว่าพรรคจัดตั้งรัฐบาลอาจโดนยุบไปด้วย ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองสูง

ตอนนี้ไม่สามารถป้องกันอะไรได้แล้ว เพราะอยู่ในเงื่อนไข ทุกพรรคจึงต้องไปพิสูจน์กันตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่เรื่องนี้มาจากการตั้งต้นคือ การร่างกฎหมายที่เรามองนักการเมืองว่าต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งหลักการดี แต่ไม่ได้ดูของจริงว่าบางครั้งการถือครองหุ้นมีผลต่อการเมือง ธุรกิจ หรือผลประโยชน์ทับซ้อนมากน้อยแค่ไหน แต่เราตั้งต้นเขียนกฎหมายแบบจินตนาการว่านักการเมืองจะต้องปลอดจากทุกสิ่งอย่าง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องใดทั้งสิ้น เสมือนเป็นพระ ซึ่งความจริงต้องดูเจตนาในการถือครองเป็นหลัก

สมมุติว่ามีการประกาศผลไปก่อนแล้ว และพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดนเรื่องถือหุ้นสื่อจนถูกยุบพรรค แน่นอนว่าจะต้องมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่อย่าลืมว่าการเมืองไทยในห้วงเวลานี้ไม่ใช่การเมืองปกติ อาจมีอำนาจพิเศษที่ทำให้ทุกอย่างสามารถดำเนินไปได้โดยที่ไม่ต้องมีการยุบพรรค หรือวิธีการในการเลือกปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณา อาทิ กกต. ซึ่งอาจจะรับเฉพาะกลุ่มนี้ ไม่รับกลุ่มนี้

เหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้จากสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งมีทั้งอำนาจนอกระบบ อำนาจกองทัพ อำนาจ คสช.ในการเข้าไปแทรกแซง

ผศ.ดร.วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.พะเยา

มีความเป็นไปได้ระดับหนึ่งและค่อนข้างน่ากังวล ที่คดีถือหุ้นสื่ออาจจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง จนอาจถึงขั้นการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ เพราะเมื่อดูในข้อกฎหมาย หากมีการพิจารณาคดีไปถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งความเสี่ยงนี้เป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ และในอดีตก็มีลักษณะที่ว่าการเลือกตั้งหันหลังหรือหันหน้าเข้า แค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ จึงต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของตุลาการว่าจะออกมาในทางใด

ถ้ามีการประกาศผลการเลือกตั้งไปก่อนที่คดีนี้จบก็จะส่งผลกระทบแน่นอน เพราะจะพัวพันกันอยู่ในเรื่องสูตร และมีการยื่นคำร้องเพิ่มเติม ทั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อไทย และอนาคตใหม เรียกว่าโดนกันถ้วนหน้า ดังนั้น ประเด็นนี้จึงร้อนแรงและเป็นเงื่อนตายเงื่อนหนึ่งในการถือหุ้นสื่อ เพราะมีการบัญญัติในกฎหมายชัดเจนว่าต้องไม่ถือหุ้นก่อนวันที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

ในเบื้องต้น กกต.อาจจะให้ใบส้ม ต้องทัณฑ์ทางการเมืองระดับหนึ่ง และเมื่อ กกต.นำเข้าสู่กระบวนการ ก็ต้องดูว่ามีการลงโทษทางอาญาเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะตามมาและอาจส่งผลให้หมดสิทธิการเป็น ส.ส.

ถ้าวิเคราะห์ต่อเนื่อง สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะเลยจุดที่จะป้องกันได้มาแล้ว จึงไม่มีทางออก เมื่อเข้าสู่กระบวนการก็ต้องขึ้นอยู่กับตุลาการว่าจะวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร ซึ่งขณะนี้ก็มีการยื่นคำร้องมากรายขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ความเป็นไปได้สุดท้ายที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะก็มีอยู่เสมอ