ทั้งๆที่ในข้อความที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค ส่วนตัว เมื่อเวลา 20.39 น.ของวันที่ 1 พฤษภาคม
เริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า
“ไม่ควรมีนักการเมืองคนใดถูกตัดสิทธิ์เพราะถือหุ้นในบริษัทที่ไม่ได้ผลิตสื่อจริง”
อันเป็นการยืมมาจากของ สฤณี อาชวานันทกุล
กระนั้น หากสัมผัสกับความหงุดหงิดอันสำแดงจาก นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ นายพิบูลย์ รัชกิจประ การ พรรคภูมิใจไทย และ นายสาธิต ปิตุเดชะ พรรคประชาธิปัตย์
สะท้อนว่าการโปรยด้วยประโยค”ไม่ควรมีนักการเมืองคนใดถูกตัดสิทธิ์เพราะถือหุ้นในบริษัทที่ไม่ได้ผลิตสื่อจริง”
ไม่ WORK
คล้ายกับว่าการโพสต์ข้อความของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม จะเป็นการปกป้องตนเองในกรณีถูกตรวจสอบ จากการถือหุ้น วี-ลัค มีเดีย
ทั้งๆที่ในความเป็นจริง เป็นการยึดเอาบรรทัดฐานมาจากกรณีของ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด
ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
เพราะในความเป็นจริง นายภูเบศวร์ เห็นหลอด มิได้เป็นเจ้าของสื่อ มิได้ผลิตสื่อ หากแต่บริษัทของเขามีเป้าหมายหลักอยู่ที่การรับเหมาก่อสร้าง
ถามว่าเหตุใดเจตนาดีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องร้าย
คำตอบ 1 เพราะว่าเป็น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
คำตอบ 1 เพราะว่าพร้อมๆกับการโพสต์นั้นระบุว่า นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ นายพิบูลย์ รัชกิจประการ
นายสาธิต ปิตุเดชะ ก็เป็นเช่นเดียวกับ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด
บรรทัดฐานของศาลฎีกาเด่นชัดว่าไม่น่าจะรอด
กรณีที่มีการบริษัทอันระบุวัตถุประสงค์ไปยังการประกอบกิจการสื่อไม่ว่า วิทยุ ไม่ว่าโทรทัศน์ ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าการประชาสัมพันธ์ กำลังจะก่อสภาพโกลาหล
เป็นความโกลาหลจากการร้องเรียนอย่างคึกคัก
ไม่ใช่จาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หากแต่จากบรรดา”นักร้อง” เจ้าประจำทั้งหลาย
นี่คือเครื่องฉุดรั้งการประกาศผลในวันที่ 9 พฤษภาคม

