“รองโฆษกปชป.” ชี้ 5 ปมปัญหากฎหมายเลือกตั้งส.ส. – รธน. หวั่นทำชาติวุ่น เหน็บคนเขียนกติกาขายฝันใช้บ้านเมืองเป็นหนูทดลองยา ทำประเทศชาติพังพาบ ผู้ร่างกม.ลอยนวล
เมื่อวันที่ 3 พ.ค.นายเชาว์ มีขวด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้วิเคราะห์ถึงปัญหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นมากมาย อย่างน้อย 5 ประเด็นที่ต้องแก้ไข คือ 1.ปัญหาการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่กำหนดไว้ในมาตรา 128 ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ใช้สูตรคำนวณให้พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึงจำนวนส.ส.พึงมีได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย ซึ่งน่าจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91 โดยประเด็นนี้จะมีความชัดเจนหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 8 พ.ค. เชื่อว่าจะคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นและมีบรรทัดฐานให้ดำเนินการต่อไปในอนาคต
2. ปัญหาลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.กรณีถือครองหุ้นสื่อ ซึ่ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.บัญญัติไว้ในมาตรา 42 (3) ว่า เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ซึ่งเป็นข้อความเดียวกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ อาจทำให้ว่าที่ส.ส.เกินครึ่งของจำนวนทั้งหมดเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามต้องพ้นจากตำแหน่งส.ส.ได้ เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกากรณีนายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่เป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่า แม้บริษัทที่ถือหุ้นจะไม่ได้ประกอบกิจการสื่อจริงแต่มีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการด้านสื่อก็เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อสมการการเมืองอย่างมีนัยสำคัญถึงขั้นเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ได้เลย เพราะถ้า กกต.ทยอยดำเนินการตามคำร้องหลังมีการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ไม่ว่าฝ่ายใดจะได้เป็นรัฐบาลก็จะอยู่ในความเสี่ยงที่ตัวเลข ส.ส.ในมือเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจากปัญหานี้ ซึ่งคงทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับสภาพ แต่สิ่งที่ต้องแก้ไขในอนาคตคือทำให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับบทบัญญัติของกฎหมาย เช่น ระบุให้ชัดว่าการถือหุ้นสื่อหมายถึงบริษัทที่ประกอบกิจการด้านสื่อจริงๆ เป็นต้น
3.ปัญหาความบกพร่องของกฎหมาย พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. กรณีพบผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติก่อนประกาศผลเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีการบัญญัติกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะ มีแต่กรณีกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ที่กำหนดไว้ในมาตรา 132 ซึ่งต้องปรับปรุงแก้ไขให้ครบถ้วน เพราะในส่วนของผู้สมัคร ส.ส.เขตที่พบปัญหาเรื่องคุณสมบัติก่อนประกาศผลเลือกตั้งยังสามารถจัดการได้ตามมาตรา 53 ดังนั้นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ควรมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ต้องจัดเลือกตั้งใหม่เท่านั้น เพราะสามารถเลื่อนลำดับบัญชีรายชื่อได้เลย
4.พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 53 ทำให้ กกต.มีอำนาจมากกว่าปกติ ในการชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.เขต ซึ่งกำหนดไว้ว่า “ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง หากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและผู้สมัครผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัย ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้สมัครผู้นั้นมีเหตุดังกล่าว ให้มีคำสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ ในกรณีนี้มิให้นำคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับไปใช้ในการคำนวณตามมาตรา 128 ” จะเห็นได้ว่า กกต.มีอำนาจตัดสิทธิผู้สมัคร ส.ส.เขตได้เลยหากพบว่าขาดคุณสมบัติ ซึ่ง กกต.เพิ่งจะใช้อำนาจตามมาตรานี้ในการตัดสิทธิผู้สมัครหลายพรรคการเมืองรวม 17 คน โดยผู้สมัครเหล่านี้หมดสิทธิโต้แย้ง แตกต่างจากการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนวันเลือกตั้ง ที่ยังให้สิทธิผู้สมัครที่ กกต.ไม่รับรองไปฟ้องศาลฎีกาเพื่อขอคืนสิทธิได้ เท่ากับอำนาจชี้ขาดอยู่ที่ศาลฎีกา แต่มาตรา 53 หาก กกต.พบผู้สมัครขาดคุณสมบัติก่อนประกาศผลเลือกตั้งมีอำนาจตัดสิทธิได้เลย จึงต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นในการใช้อำนาจ ที่อาจกลายเป็นประเด็นให้เกิดการโต้แย้งเรื่องกฎหมายไม่เป็นธรรมในภายหลัง
และ 5.การเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่กำหนดให้ใช้บัตรใบเดียวเบอร์แตกต่างกัน คำนวณคะแนนจากผู้สมัคร ส.ส.เขต มาผูกพันกับบัญชีรายชื่อ จนทำให้ผลคะแนนผกผันได้ตลอดเวลาหากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการออกแบบสกัดไม่ให้มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด และการกำหนดให้ต้องประกาศผลเลือกตั้งต้องรอให้ครบร้อยละ 95 ก่อน ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาที่ทำให้บรรยากาศการเมืองอึมครึม การเลือกตั้งไม่สามารถเป็นทางออกให้กับประเทศได้ และมีแนวโน้มว่าอาจทำให้การเมืองไทยเดินหน้าสู่ทางตัน
“ทั้งหมดนี้คือผลพวงจากการใช้ประเทศไทยเป็นหนูทดลองยา จนหนูที่ชื่อประเทศไทยอยู่ในอาการพังพาบ ก่อนหน้านี้คนเขียนกติกาอาจขายฝันให้คนไทยมีความหวังว่าระบบการเมืองใหม่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากความขัดแย้ง แต่เมื่อได้ใช้จริงแล้วก็เห็นแต่ความมืดมน มีแต่สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น จึงต้องร่วมกันแก้ไข ถ้ายังดึงดันเดินหน้าแบบนี้ต่อไป ประเทศชาติคือผู้รับกรรม ในขณะที่ผู้ร่างกฎหมายลอยนวล” นายเชาว์ กล่าว

