ท่าทีของแต่ละรัฐมนตรีในห้วงก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม ไม่เพียงสะท้อนลักษณะวงนอก วงใน อันเป็นระยะห่างภายใน คสช. หากแต่ยังสะท้อนความตระหนักรู้ในทางการเมืองได้เป็นอย่างดี
ถามว่าทำไม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว จึงได้เก็บเข้าของในกระทรวงแรงงานสำแดงความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยม
ทั้งๆ ที่เป็น 1 ใน คสช.ที่ยืนยาวมาตั้งแต่พฤษภาคม 2557
เพราะรู้ว่ากระทรวงแรงงานเป็นยุทธภูมิสัญจรอยู่ในเป้าของแต่ละพรรคการเมืองอยู่แล้ว
ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ยังเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ไม่เพียงเพราะเป็นเพื่อนอันแนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากแต่เพราะเป็นรองนายกรัฐมนตรี
เปี่ยมด้วยความพร้อมที่จะไปและดำรงอยู่อยู่แล้ว
ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั่งอยู่ในการเมืองตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ตระหนักรู้อยู่เป็นอย่างดีว่าเมื่อผ่านการเลือกตั้งก็จำเป็นต้องสูญเสียเพื่อแลกกับการเป็นรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่นอน
ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีคุมงานด้านความมั่นคง คุมกระทรวงกลาโหมเป็นของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แน่นอน
แต่กระทรวงอื่นๆ ไม่แน่
แม้กระทั่งโควตาพรรคพลังประชารัฐก็ใช่ว่าจะมีแต่ 4 ยอดกุมาร ตรงกันข้าม ยังมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ยังมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรื่องกิจ
แล้วพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะตัดไปได้อย่างไร
ยิ่งดึง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา เข้ามาก็ต้องมีกระทรวงรอไว้ให้
จำเป็นต้องเป็น “สลากกินแบ่ง” มิใช่ “สลากกินรวบ”
การที่รัฐมนตรีอย่าง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง อย่าง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ตระเตรียมในทางความคิด กระซิบบอกทีมงานเอาไว้ก่อนจึงถูกต้องและเหมาะสม
นี่คือสำเหนียก นี่คือภาวะตื่นรู้ทางการเมือง
เพราะไม่ว่ากระทรวงยุติธรรม ไม่ว่ากระทรวงแรงงาน ล้วนเป็นสมบัติผลัดกันชม
อยากได้ “นายกรัฐมนตรี” ก็ต้องเสียสละ

