‘คารม’ ชี้ ‘วิษณุ’ คงเห็นแล้ว​ คดีหุ้นสื่อลามปามทุกพรรค​ เป็นปัญหาเชิงระบบ​ ไม่ใช่ตัวบุคคล​

6.05.19 | 15:50 น.

‘คารม’ ระบุ ‘วิษณุ’ คงเห็นแล้ว​ คดีหุ้นสื่อลามปามทุกพรรค​ เป็นปัญหาเชิงระบบ​ ไม่ใช่ตัวบุคคล​ เหน็บ​ประเทศเดียวในโลก​ เลือกตั้งใช้งบ​ 5.8 พันล้าน​ แต่กฎหมายมาตราเดียว​ อาจทำคนหายไปครึ่งสภา​ ชี้​ยังมีทางออก​ หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญ​วินิจฉัย​ วางหลักใหม่​-ผูกพันทุกองค์กร จวก​ ‘มีชัย’ เขียนรัฐธรรม​นูญเอง​ แต่ไม่กล้าตอบคำถาม​ ​

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม​ นายคารม​ พลพรกลาง​ ว่าที่​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.)​ กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ​ เครืองาม​ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง​ ให้นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่​ ขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นหุ้นส่วนในกิจการสื่อมวลชน​ ยังไม่ถือเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีหุ้นสื่ิอฯของผู้สมัคร ส.ส.คนอื่น​ ว่า​ คาดว่านายวิษณุคงพูดในฐานะรองนายกรัฐมนตรี​ฝ่ายกฎหมาย​ และคงเห็นแล้วว่า​ปัญหานี้ชักลามปามไปถึงทุกพรรค ไม่ใช่แค่พรรคอนาคตใหม่​ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล​หรือเฉพาะเรื่อง​ แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ​ อย่างไรก็ตาม​ ตนไม่ทราบรายละเอียดกรณีนายภูเบศวร์มากนัก แต่คิดว่าเรื่องนี้จะชัดเจนได้​ ต้องกลับไปที่ศาล​ จะเป็นศาลฎีกาหรือศาลรัฐธรรมนูญ​ ก็แล้วแต่กรณี​ โดยต้องมีคนยื่นเรื่องเข้าไปใหม่ ซึ่งศาลฎีกานั้นสามารถเปลี่ยนแนวคำพิพากษาได้เสมอ​ แม้แต่ในกรณีเดียวกัน​ เพราะศาลฎีกาตีความจากตัวบท​ หมายความว่า​ หาก​ข้อเท็จจริงมีการเปลี่ยนแปลง แนวคำพิพากษาก็เปลี่ยนแปลงได้​

“นอกจากนั้น​ รัฐธรรมนูญ​มาตรา​ 211 วรรค​ 4 ยังระบุว่า​ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ​ ดังนั้น​ ตามความเห็นของผม​ ซึ่งไม่ใช่การชี้นำศาล​ เห็นว่า​หากศาลรัฐธรรมนูญวางหลักใหม่ก็จบ เพราะกรณีนายภูเบศวร์เป็นแค่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แนวทางนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดี” นายคารมกล่าว

นายคารมกล่าวว่า​ สำหรับกรณีเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นสื่อนั้น​ รัฐธรรมนูญเขียนหลักการกว้างๆ ไว้​ การจะแปลความไม่ให้เกิดปัญหา​ ต้องแปลในเชิงที่ว่า บุคคลนั้นๆ ได้ทำสื่อจริงๆ​ ซึ่งแปลได้​ 2 นัย​ คือ​ 1.ได้จดทะเบียนว่าเป็นสื่อ หรือ​ 2.ไม่ได้จดทะเบียน​ แต่แฝงด้วยการเป็นสื่อ​ กล่าวคือ​ มีสื่อในมือ​ แต่ใช้ชื่อนอมินี​ ดังนั้น​ การไปแปลความว่าใครที่จดทะเบียนไว้โดยมีวัตถุประสงค์ของบริษัทที่ซื้อแบบฟอร์มมาจากกรมพัฒนาธุรกิจ​ แล้วจะมีความผิด มันทำอย่างนั้นไม่ได้​ เพราะ​ต้องมองให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง​และ​หลักกฎหมาย​ รวมถึงตีความตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ​ ที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองใช้สื่อมาครอบงำ​ ชี้นำ​ พูดอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและทำลายคนอื่น

“การตีความกฎหมายต้องทำให้ทุกอย่างเดินหน้าได้​ ไม่ใช่ติดล็อกจนกลายเป็นผลเสียและความวุ่นวาย​ ที่นายวิษณุ​ออกมาพูด​​ อาจจะเป็นความพยายามคลายล็อก​ ซึ่งจริงๆ แล้ว​ คนที่เขียนรัฐธรรมนูญอย่างนายมีชัย​ ฤชุพันธุ์​ น่าจะกล้าตอบคำถาม​ ไม่ใช่ทำตัวแบบทุกวันนี้” นายคารมกล่าว

Advertisement

นายคารมกล่าวว่า​ อย่างไรก็ตาม​ กรณีของนายภูเบศวร์ ยังมีขั้นตอนต่อไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ จะฟ้องดำเนินคดีทางอาญาแก่นายภูเบศวร์​ ว่าสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่รู้ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ ซึ่งนี่จะเป็นโอกาสให้นายภูเบศวร์ได้ต่อสู้อีกครั้ง​ ว่าจริงๆ แล้ว​เขาประกอบธุรกิจก่อสร้าง​ ไม่ได้ทำสื่อ

“การใช้กฎหมายจำกัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด มิฉะนั้น​ อาจทำให้หลายคนโดนตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี​ รวมถึงโดนจำคุก​ การเลือกตั้งที่ใช้งบถึง 5,800 ล้านบาท​ แต่กลายเป็นว่ากฎหมายมาตราเดียว​ ทำให้หายไปครึ่งสภา​ ประเทศไหนในโลกก็ไม่น่าเป็นอย่างนี้ ดังนั้น​ จำเป็นต้องให้ความเป็นธรรม กับทุกคนที่ไม่ได้ประกอบการสื่อจริงๆ​” นายคารมกล่าว

นายคารมกล่าวอีกว่า​ ทั้งนี้​ ในวันที่​ 7​ พฤษภาคม​ เวลา​ 10.00​ น.​ ตนจะเดินทางไปที่สำนักงาน กกต.เพื่อ​ยื่นเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม​ กรณีคดีถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง​ 11​ คนของพรรค​ ซึ่งถูกนายศรีสุวรรณ​ จรรยา​ เลขาธิการ​สมาคม​องค์การพิทักษ์​รัฐธรรมนูญ​ ยื่นคำร้องไปเมื่อวันที่​ 29​ เมษายนที่ผ่านมา