ผลดี เลือกตั้ง เปิดช่อง ประชาธิปไตย บั่นรอน เผด็จการ

7.05.19 | 13:00 น.

ถามว่าอำนาจของ คสช. อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหมือนเดิมหรือไม่ภายหลังจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม
มองในทาง “รูปแบบ” ก็เหมือนเดิม
เหมือนเดิมในที่นี้ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นหัวหน้า คสช. ยังเป็นหัวหน้ารัฐบาล นั่นก็คือ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี
และมีโอกาสสูงอย่างยิ่งที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
อย่างน้อยรากฐานจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจในการแต่งตั้ง 250 ส.ว.ก็ยังเป็นหลักประกัน
เมื่อไปบวกกับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐพรรครวมพลังประชาชาติไทย
โอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังเหนือกว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์    ก็ยังเหนือว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
แต่เมื่อเป็น “นายกรัฐมนตรี” แล้วจะเหมือนเดิมหรือไม่ ยังน่าสงสัย

ความน่าสงสัยในที่นี้มิได้มองเปรียบกับคนซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีโดยทั่วไป หากแต่เปรียบเทียบกับตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นสำคัญ
นั่นก็คือ เหมือนกับที่เป็นหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 หรือไม่
เด่นชัดยิ่งว่า ไม่ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย
ก็ตอบได้ว่า ไม่เหมือนเดิม
ปราการด่านสุดท้ายก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สามารถงัดมาตรา 44 มาประกาศและบังคับใช้อีกแล้ว
ต้องใช้อำนาจผ่าน “ครม.”
และ ครม.นั้นก็มิได้มีแต่คนของพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย หากแต่น่าจะต้องมีคนจากพรรคการเมือง “อื่น” ร่วมอยู่ด้วย
องค์ประกอบ “ใหม่” จากพรรคการเมือง “อื่น” นี่แหละสำคัญ

ไม่ว่าพรรคการเมืองอื่นจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นพรรคชาติพัฒนา
มิอาจมองข้าม “บทบาท” และ “ความหมาย”
เพราะจำนวน ส.ส.ที่พรรคเหล่านั้นมีอยู่ในมือ หมายถึงองค์ประกอบอันก่อรูปขึ้นเป็นรัฐบาลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
มีความจำเป็นต้อง “ตอบแทน”
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำเป็นต้องนำเอา “นโยบาย” ของพรรคการเมืองเหล่านี้เข้าไปเป็นนโยบายของรัฐบาล
และต้องฟังเสียงจากพรรคเหล่านี้ด้วย
ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ พรรคร่วมรัฐบาลเหล่านี้ล้วนมีพันธะหรือสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนที่จำเป็นต้องปฏิบัติ
เพราะหากไม่ปฏิบัติก็ย่อมไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครเลือก

การเลือกตั้งจึงเป็นจุดตัด เป็นเส้นแบ่งอย่างมีนัยสำคัญในทางการเมืองที่กดบีบอำนาจของ คสช.มิให้ได้ดำรงอยู่อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด
หากจำเป็นต้อง “ฟัง” จากฝ่าย “อื่น”
ไม่ว่าฝ่ายที่จะอยู่ภายในองค์ประกอบของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าฝ่ายที่จะอยู่ภายในองค์ประกอบของพรรคฝ่ายค้าน
นี่คือ “ประชาธิปไตย” อันแตกต่างจาก “เผด็จการ”