วันที่ 25 พฤษภาคม เมื่อเวลา 14.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมคณะรัฐมนตรีหลายกระทรวงได้เดินทางไปยังเขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เพื่อติดตามโครงการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนลำพระเพลิง แก้ไขปัญหาภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของ อ.ปักธงชัย โดยมีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนชาวนครราชสีมาให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ สำหรับโครงการปรับปรุงบริหารจัดการน้ำเขื่อนลำพระเพลิงทางรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อยกระดับสันเขื่อนให้สูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มสปิลเวย์ให้สูงขึ้น จนสามารถเพิ่มความจุกักเก็บได้อีก 50 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิม 105 ล้าน ลบ.ม. เป็น 155 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกับขยายคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายของเขื่อนจากเดิมระบายน้ำได้ 12 ลบ.ม./วินาที เป็น 22 ลบ.ม./วินาที เพื่อผันน้ำจากเขื่อนลำพระเพลิงไปอ่างเก็บน้ำลำสำลาย ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพเขื่อนลำพระเพลิงและอ่างเก็บน้ำลำสำลาย อ.ปักธงชัย เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนของรัฐบาล ปัจจุบันมีพื้นที่การเกษตรที่ใช้ประโยชน์จากการผันน้ำจากเขื่อนลำพระเพลิง จำนวน 93,000 ไร่ มีผลผลิตการเกษตรสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรกว่า 216 ล้านบาท/ปี นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจของ อ.ปักธงชัยและโชคชัย จ.นครราชสีมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ อ.เมืองนครราชสีมาอีกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลได้มีความตั้งใจที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ดังนั้นจึงอนุมัติงบประมาณลงมาในพื้นที่หลายจังหวัด โดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดใหญ่และมีปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมทุกปี ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อติดตามผลการดำเนินการเพิ่มความจุกักเก็บน้ำในเขื่อนลำพระเพลิง จากการฟังรายงานสรุปของ ผวจ.นครราชสีมา ผลการดำเนินการเป็นที่น่าพอใจ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ในระยะยาวต่อไป
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่ได้คำนึงถึงคะแนนเสียงแบบการเมืองในระบบการเลือกตั้งทั่วไป แต่พิจารณาถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะยาวเป็นหลัก โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการในพื้นที่เป็นผู้รับนโยบายนำมาขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ซึ่งประชาชนก็ต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป