เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เสนอตัวลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป.คือ นายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้า ปชป., นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.), และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อสมาชิกพรรคในพื้นที่ภาคใต้ประมาณ 15 คน ขาดเพียงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้า ปชป.ไม่ได้เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้วย เนื่องจากติดภารกิจลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น พบปะสมาชิกพรรคภาคอีสาน
นายกรณ์ กล่าวในการแสดงวิสัยทัศน์ว่า สิ่งที่ปรากฏชัดเจนในทุกวงสนทนาที่ตนได้เข้าร่วมฟัง และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น คือความรักความหวังดีต่อพรรค และความมั่นคงต่อพรรคของสมาชิกทุกๆ คน แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือเรื่องของความสามัคคีในพรรค ว่าจะทำอย่างไรให้ภายหลังจากการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ ทุกคนจะกลับมาทำงานร่วมกันอย่างมีพลัง หลังจากผลการเลือกตั้งทำให้เหลือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพียง 52 คน และยังมีสมาชิกพรรคที่ไม่ได้รับเลือกตั้งจำนวนมากที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้กลับเข้ามาเป็น ส.ส.อีกครั้ง จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ได้เชิญชวนนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก เข้ามาในฐานะว่าที่เลขาธิการพรรค และเมื่อเทียบกันแล้ว ตนกับนายชัยวุฒิ ยังกระดูกคนละเบอร์กับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ซึ่งไม่สามารถแข่ง หรือเทียบบารมีกับ 4 คนนี้ได้
“ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทบทวนว่าสุดท้ายแล้ว สาขาพรรคทำให้เราเข้มแข็งกว่าหรือไม่ อีกทั้ง จากผลการเลือกตั้ง และวัฒนธรรมของพรรคที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าผู้อาวุโสในพรรค จะต้องลงรับสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ และผู้ที่มีฐานเสียงในระดับเขต และคนรุ่นใหม่ของพรรค จะต้องลงสู้ในระดับเขต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่จะต้องหยิบยกมาพิจารณาว่าตามกติกาในปัจจุบัน ผู้สมัคร ส.ส.จะต้องเป็นผู้สมัครที่มั่นใจได้ว่าเรียกคะแนนให้พรรคให้ได้มากที่สุดในแต่ละเขต เราจะทบทวนหรือไม่ว่า ผมควรจะต้องลงเขต แกนนำพรรคจะต้องลงเขต ซึ่งประเด็นนี้ ทางพรรคควรที่จะต้องทบทวน และมาตั้งคำถามว่าจะยึดแนวทางเดิม หรือจะปรับเปลี่ยนตามกติกาหรือไม่” นายกรณ์ กล่าว
นายอภิรักษ์ ในฐานะผู้เสนอตัวลงชิงตำแหน่งหัวหน้า ปชป.กล่าวตอนหนึ่งในการแสดงวิสัยทัศน์ต่อบรรดาสมาชิกพรรคในพื้นที่ภาคใต้ ว่า สถานการณ์ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แตกต่างจากการสถานการณ์ปกติทั่วไป ที่ประชาชนเลือก เพราะพรรค และตัวผู้สมัคร ส.ส.ว่ามีความทุ่มเทใกล้ชิดประชาชนมากน้อยเพียงใด มีนโยบายทั้งในระดับพื้นที่ และระดับภาพกว้าง แต่ครั้งนี้ ถึงแม้ว่าพรรคจะปรับตัวเรื่องของนโยบาย แต่ยังปรับตัวไม่เพียงพอต่อประชาชน หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นถือเป็นจุดหนึ่งที่พรรคจะต้องเปลี่ยนแปลง ส่วนเหตุผลว่าทำไมตนถึงตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้า ปชป.เพราะในช่วงที่ทำงานในภาคเอกชน ได้ทำงานช่วยพรรคอยู่เสมอ จึงมีความผูกพันกับ ปชป.และความรู้สึกศรัทธา ไม่ใช่เฉพาะในช่วงที่ตนลงผู้ว่าฯ กทม.เท่านั้น
นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแสดงวิสัยทัศน์ ว่า ตนมาด้วยใจ เป็นคนหน้ากับใจที่ตรงกัน และไม่ได้รับงานมาจากใครในการลงชิงหัวหน้าพรรคครั้งนี้ รวมถึง อย่าคิดว่านายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา ปชป.ที่สนับสนุนตน รับคำสั่งจากใครมา แต่ขอให้พรรคมีความรักสามัคคีรวมพลังกันเหมือนเดิม เหมือนไม้ซุงท่อนใหญ่ แต่วันนี้เหมือนเป็นไม้ซีก ถ้าตนได้เป็นหัวหน้าพรรค จะทำให้ไม้ซีกกลับมาเป็นไม้ซุงเช่นเดิม และจะบริหารพรรคด้วยความเสมอภาค ส่วนเลขาธิการพรรคก็ไม่ใช่มาเฟียของพรรค แต่จะบริหารแบบเพื่อนกับเพื่อน ไม่ใช่หัวหน้ากับลูกน้อง จึงขอโอกาสมากอบกู้พรรค หากได้เป็นหัวหน้าพรรค และพรรคมีมติเข้าร่วมรัฐบาล ตนจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาปัญหาเกิดจากการบริหารพรรคที่ผิดพลาด ไม่เป็นธรรม คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่สุดเขาก็จะระเบิดออกมา

