นายกส.ทนายซัดกกต.บกพร่องทุกกรณี ไม่ยึดรธน.คิดคะเเนนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่เป็นธรรม

11.05.19 | 13:21 น.

นายกสมาคมทนาย ซัดกกต.บกพร่องทุกกรณี ไม่ยึดหลักรธน.คิดคะเเนนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่เป็นธรรมนำไปสู่วิบากกรรมถูกฟ้องร้อง


เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยได้โพสต์เฟซบุ๊คลงในเพจสมาคมทนายความเเห่งประเทศไทยมีข้อความว่า

“กะลาเริ่มเปิด – ความจริงเริ่มปรากฏ”
และแล้วก็เริ่มปรากฏภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในกระบวนการบริหารจัดการให้มีการสืบทอดอำนาจ โดยเดิมเริ่มจากการกำหนดและวางกติกาที่บิดเบี้ยวไว้ในรัฐธรรมนูญ เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตนเอง ตลอดรวมถึงตั้งคณะบุคคลของตัวเองมาเป็นผู้ใช้กติกาเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้เริ่มเห็นชัดมาตั้งแต่การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนทั้งประเทศเห็นว่า คณะบุคคลซึ่งเรียกตัวเองว่า กกต. ที่ต้องทำหน้าที่สุจริตและเที่ยงธรรม ได้ทำหน้าที่อย่างขาดประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยความบกพร่องในทุกๆเขต เช่น การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร การนับคะแนนล่าช้า การมีบัตรเกินจำนวน การเลือกตั้งที่มีปัญหาที่จังหวัดนครปฐม ฯลฯ จนนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการถอดถอน กกต. ชุดนี้อย่างมากมาย แต่หลังจากที่ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ทั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฏออกมา ยิ่งชัดเจนและสะท้อนถึงความที่ กกต. ไม่ได้ยึดหลักที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องการคิดคะแนน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ออกมา น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ว่าต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองมี ส.ส.เกินจำนวนที่จะพึงมีพึงได้ ซึ่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่พึงได้รับ ต้องมาจากคะแนนไม่ต่ำกว่าประมาณ 71,000 คะแนนต่อจำนวน ส.ส. 1 คน แต่ กกต.กลับใช้วิธีคิดคำนวณแบบเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่มีคะแนนเสียงเพียง 30,000 ขึ้นไปถึง 60,000 คะแนน ได้ ส.ส. 1 คน ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ที่พรรคการเมืองจะพึงมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ (71,000 คะแนนต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน) ทำให้มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองขนาดเล็กเพิ่มขึ้นมาถึง 11 ที่นั่ง จนเป็นที่มาของคำว่า ส.ส.เอื้ออาทร ผลเสียที่ตามมาคือ เกิดความไม่เสมอภาคและไม่เป็นธรรม ทำให้พรรคเมืองระดับใหญ่และกลางที่ได้รับคะแนนเสียงมาก ต้องเสียจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของตนเอง เช่น พรรคอนาคตใหม่ เดิมได้สิทธิมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 57 ที่นั่ง เหลือ 50 ที่นั่ง หายไปถึง 7 ที่นั่ง และต้องเฝ้าจับตาดูต่อไปว่า บรรดาพรรคเล็ก 11 พรรค ที่มาตามสูตรของ กกต. จะไปโหวตชื่อนายกคนเดียวกันหรือไม่

ปัญหาตามมาคือ การฟ้องร้องต่อศาลจากบุคคลผู้เสียหายในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นวิบากกรรมของ กกต.ที่เป็นผู้สร้างปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาว่า ก็ต้องเป็นผู้แสวงหาคำตอบที่ถูกต้องแสดงต่อศาลต่อไป ว่าตนเองบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมในการจัดการเลือกตั้งและการใช้สูตรการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ
มหากาพย์สุดท้ายของกระบวนการสืบทอดอำนาจ คือ การแต่งตั้ง สว.250 คนจาก คสช. ซึ่งปรากฏว่ามีคณะรัฐมนตรีและสมาชิก สนช. ได้ลาออกมาเพื่อมาเป็น สว. จำนวนมาก เป็นที่ทราบดีว่าบุคคลเหล่านั้นล้วนแต่เป็นบุคคลที่ คสช. ได้แต่งตั้งมาทำงานตลอดระยะเวลา 5 ปี แต่กลับได้รับการแต่งตั้งเป็น สว. โดยประชาชนทั้งประเทศไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยแต่อย่างใด ภายใต้งบประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่ง สว. 250 คน ล้วนเป็นคนใกล้ชิด พวกเพื่อนพ้องน้องพี่ของ คสช. ที่จะมีสิทธิมาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามที่กำหนดไว้ได้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายและจบกระบวนการสืบทอดอำนาจโดยชอบ ตามระบบที่ได้วางแนวทางมาไว้ตั้งแต่ต้น โดยรวมถือว่าเบ็ดเสร็จโดยสมบูรณ์ ถ้าได้นายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
และต่อไปหลังจากนี้ ก็ต้องเฝ้าดูว่า ความสำเร็จดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของเผด็จการ”

Advertisement