หน้าแรก การเมือง ยูเอ็นยินดีไท...

ยูเอ็นยินดีไทยลงนามสัตยาบัน ให้การอุ้ม-ทรมานเป็นความผิด เผย มี 82กรณีค้างอยู่

26.05.16 | 14:02 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยินดีที่ไทยตัดสินใจดำเนินการให้การทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญา

วันนี้ 25 พฤษภาคม  สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความยินดีที่รัฐบาลไทยตัดสินใจจะออกกฎหมายให้การทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายถือเป็นความผิดทางอาญา รวมทั้งจะให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance)

“การตัดสินใจของรัฐบาลถือเป็นก้าวย่างที่ดีในการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เราขอเร่งรัดให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านกฎหมายว่าด้วยการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายอย่างเร่งด่วนต่อไป” โลรอง เมย์ยอง รักษาการผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาค กล่าว

“เป็นเวลานานเหลือเกินแล้วที่ไม่มีการรับผิดชอบกรณีเกิดการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหายโดยไม่สมัครใจ ทั้งนี้เพราะไม่มีกรอบทางกฎหมายที่จะลงโทษผู้กระทำผิด แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ การทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายจะถือเป็นอาชญากรรมเสียที และเหยื่อและครอบครัวจะสามารถใช้ช่องทางกฎหมาย ในขณะที่ผู้ก่ออาชญากรรมอันโหดร้ายจะถูกลงโทษ”

คณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับให้บุคคลสูญหายหรือโดยไม่สมัครใจรับเรื่องร้องเรียนกรณีบุคคลถูกบังคับให้สูญหายในประเทศไทยที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายอยู่ถึง 82 กรณี

Advertisement

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะมีบทลงโทษจำคุกเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำทรมานสูงสุดถึง 20 ปี ซึ่งโทษนี้จะเพิ่มเป็น 30 ปีหากการทรมานนำไปสู่การบาดเจ็บอย่างรุนแรง และโทษจำคุกตลอดชีวิตหากการทรมานส่งผลให้ผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ผู้กระทำการบังคับให้บุคคลสูญหายจะได้รับโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี ซึ่งจะเพิ่มเป็น 30 ปีหากการบังคับให้บุคคลสูญหายทำให้บุคคลต้องบาดเจ็บอย่างรุนแรง และมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหากบุคคลถึงแก่ชีวิต

และเพื่อเป็นการป้องกันเพิ่มเติมไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวถูกซ้อมทรมาน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาค ยังได้ขอให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าสังเกตสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งอย่างอิสระ

นอกจากนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามภาระผูกพันของตนด้วยการให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (Optional Protocol to the Convention against Torture) ทันที ซึ่งจะส่งผลให้สามารถจัดตั้งกลไกป้องกันระดับชาติเพื่อสังเกตการณ์การเข้าเยี่ยมสถานที่ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น ศูนย์ควบคุมตัว เรือนจำ และสถานที่อื่นในทำนองเดียวกัน ทั้งนี้ ในระหว่างการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (ยูพีอาร์) ของไทยที่เจนีวาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้กล่าวว่าตนวางแผนจะยื่นพิธีสารเลือกรับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อให้สัตยาบันรับรองต่อไป

ประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (the Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment) ไว้เมื่อปี 2007