ปูด ‘ปชป.-ภท.-ชทพ.’ ขอเปลี่ยนตัวผู้จัดตั้งรัฐบาล-พรรคขนาดกลางลังเลหนุน ‘บิ๊กตู่’ กลัวไปไม่รอด

12.05.19 | 09:32 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดเผยว่า ยอมรับว่าแกนนำ พปชร.บางส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ต้องการกระทรวงเศรษฐกิจเกรดเอไว้กับ พปชร.ไว้ทั้งหมด เชื่อว่าการเจรจากับพรรคขนาดกลาง และพรรคการเมืองต่างๆ จะยังไม่ได้ข้อยุติง่ายๆ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ที่มี 52 เสียง, พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ที่มี 51 เสียง และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่มี 10 เสียง ซึ่งไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะท่าทีของนายสมคิดที่จะยึดกระทรวงเศรษฐกิจล็อกไว้ที่คนของตัวเองเพียงกลุ่มเดียว รวมทั้งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ดูงานด้านเศรษฐกิจ ประชาชนเดือดร้อน สินค้าเกษตรตกต่ำ ชาวบ้านยากจนเพิ่มขึ้น และหาก 3 พรรคดังกล่าวยินยอม ก็ไม่สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของตัวเองได้ จึงมีเสียงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปลี่ยนตัวผู้จัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคต่างๆ ราบรื่นขึ้น หรือยอมปล่อย กระทรวงเศรษฐกิจ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจออกไปบ้าง เพราะตำแหน่งนายกฯ และกระทรวงด้านความมั่นคง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ก็อยู่ในมือพปชร.อยู่แล้ว

“ก่อนหน้านี้ พรรคขนาดกลางยังหวั่นกระแสสังคมที่มีต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรองหัวหน้าคสช. และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เป็น คสช. เข้ามาใน ครม.ชุดหน้าโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งแตกต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งท่ามกลางกระแสล่าสุดที่ไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจจากการแต่งตั้ง ส.ว.สรรหาจำนวน 250 คน ที่เน้นระบบพี่น้อง และการเข้ามาจากคนในแม่น้ำ 5 สาย จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ตัดสินใจว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่” แหล่งข่าว พปชร. เผยเสียงสะท้อนจากพรรคขนาดกลาง

แหล่งข่าวจาก พปชร. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จากการหารือกับ ส.ส.ใหม่ ของพรรคขนาดกลางหลายคน ยังเป็นกังวล 2 ประเด็นใหญ่ คือ 1.การเป็นรัฐบาลของพปชร. เสียงปริ่มน้ำ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลมีส.ส.มากกว่าฝ่ายค้าน แค่ 10 เสียง ไม่สามารถจะผ่านมติในสภาฯไปได้อย่างราบรื่น เพราะในความเป็นจริง รัฐมนตรีที่เป็นส.ส.จะต้องมาร่วมประชุมสภาฯและอยู่ลงมติทุกครั้ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ รวมทั้งคนเป็นประธานและรองประธานสภาฯ ปกติตามมารยาททางการเมืองจะไม่ลงมติ 2.กระแสการต่อต้านจากสังคมและฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคเพื่อไทย(พท.) พรรคอนาคตใหม่(อนค.) พรรคเสรีรวมไทยที่จะเกิดขึ้นทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ ตลอดเวลา อาทิ การสืบทอดอำนาจจากคสช. ทั้งในครม. และ แต่งตั้งส.ว. ที่เอาแต่ญาติพี่น้อง พรรคพวกเพื่อนฝูง คนใกล้ชิดและมีปัญหาอื้อฉาว มาทำงานต่อโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งจะลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองที่ร่วมงานในวันข้างหน้า

“เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็รู้ดี เพราะเป็นพรรคที่คร่ำหวอดกับการเมือง กรณีพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียงปริ่มน้ำ กระแสสังคมไม่ยอมรับ การบริหารประเทศติดขัด ต้องวุ่นอยู่กับปัญหาการเมืองแบบรายวัน ในที่สุด รัฐบาลประยุทธ์ก็อาจไปไม่รอด พรรคขนาดกลางจึงกำลังใคร่ครวญอย่างหนัก และพวกเขายอมรับว่าเครียดมากในการตัดสินใจ โดยพรรคประชาธิปัตย์จะคุยเรื่องนี้ภายหลังเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเรียบร้อยในวันที่ 15 พฤษภาคม ว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ขอเวลาไปหารือกับ ส.ส.ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ก่อนเช่นกัน” แหล่งข่าวจาก พปชร.เผย