“สุวพันธุ์” โว 2 ปี คสช.ผลงานเพียบ มั่นใจรัฐบาลไม่เคยละเลยปัญหา ให้ความสำคัญสิทธิมนุษยชนเป็นเลิศ ไร้เหตุ”อุ้มฆ่า อุ้มหาย” เหน็บนักการเมือง อย่าพล่ามจนทำปชช.สับสน
เมื่อเวลา 11.00 น.ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานรวม 3 ฝ่ายคือรัฐบาล สภานิติบัญญัติ(สนช.)และสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ(สปท.)ว่า ได้หารือภาพรวมของการปฏิรูปประเทศนับตั้งแต่คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงขณะนี้ ครบ 2 ปี ซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าไปมากทั้งมิติของการบูรณาการบริหารราชการและมิติของการปฏิรูปประเทศ
“วิปทั้ง 3 ฝ่ายเห็นว่า การปฏิรูปไม่ได้ล้มเหลวอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่มีความคืบหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นไม่ควรใช้คำพูดเพียงหนึ่งประโยคมาสร้างข่าวให้ประชาชนสับสน เพราะเมื่อคสช.เข้าควบคุมอำนาจก็ได้ดำเนินการปฏิรูปด้านต่างๆ ลดความเหลื่อมล้ำ ดำเนินงานทุกอย่างตามวาระเร่งด่วนสำคัญของประเทศ ไม่ใช่วาระเร่งด่วนของพรรคการเมืองหรือนักการเมือง พยายามยุติการหาผลประโยชน์จากโครงการของรัฐบาล สร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ไม่มีสิ่งใดที่ คสช.และรัฐบาลชุดนี้ละเลย” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าว
นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า แผนปฏิรูปต่างๆ ที่วิป 3 ฝ่ายได้ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะไว้ถูกนำมาขับเคลื่อนและมีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะการต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ กำลังอยู่ในการพิจารณาของ สนช. เมื่อมีผลบังคับใช้การโกง การทุจริต ที่เคยทำและลอยนวลกัน จะทำไม่ได้โดยง่ายอีกต่อไป และจากนี้ไปทุกเรื่องจะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในครม.แล้วว่า การทำงานของรัฐบาลทั้งมิติการบูรณาการบริหารราชการและการปฏิรูปในระยะ พฤษภาคม 2559 – กรกฎาคม 2560 ต้องมีแผนที่นำทางชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อต้านการทุจริต การปฏิรูปตำรวจ การช่วยเหลือเกษตรกร การศึกษา การปรับปรุงกฎหมายที่ยังไม่แล้วเสร็จ ต้องจัดลำดับมาให้ชัดเจน แม้ว่าบางเรื่องอาจไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในกรกฎาคม 2560 นี้ แต่รากฐานต้องถูกวางไว้ เพราะสังคมคาดหวังไว้สูงมาก
“เป็นเรื่องที่น่าเสียใจสำหรับคนไทยที่มีคนพูดว่าความสงบสุขทุกวันนี้เป็นของเทียม เป็นของชั่วคราว ฟังดูราวกับว่ามีคนตั้งใจอยากทำให้ประเทศไทยไม่สงบสุขขึ้นมาอีก ผมสัมผัสกับคนในพื้นที่หลายกลุ่มหลายระดับ ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการ เขาอยากมีชีวิตที่สงบสุขในสังคม ทำมาหากินได้ ลูกหลานได้เรียนหนังสือ ผมอยากให้คนไทยได้คิดพิจารณาและมองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง อย่างเรื่องสิทธิมนุษยชน จะเห็นว่าตั้งแต่คสช.เข้ามาไม่มีการอุ้มฆ่า อุ้มหาย แม้แต่รายเดียว มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด และในอดีตก็เคยพูดกันเองว่า ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยครั้งใดจะรุนแรงเท่ากับการปราบปรามยาเสพติด ที่มีคนตายไปกว่า 2 พันคน หรือที่ชอบพูดถึงเรื่องมีโจรในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ 50 คนเท่านั้น ซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครั้งนั้น นำมาซึ่งปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาจนถึงทุกวันนี้”
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า ข้อดีของการแสดงความเห็นต่างๆ ในสังคมไทยขณะนี้คือ ทำให้สังคมไทยได้รู้จักคนหลายประเภทได้ดีขึ้น ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วใครที่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ใครที่หวังเพียงแค่ผลทางการเมือง คนที่ติดตามเรื่องราวของบ้านเมือง บางเวลาคงฉุกคิดได้ว่าเส้นแบ่งระหว่างผลประโยชน์ของบ้านเมืองกับผลประโยชน์ทางการเมืองมันบางมาก เมื่อบ้านเมืองมีวิกฤตผู้นำที่เลือกวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการเมือง บ้านเมืองจะไปทางหนึ่ง แต่ผู้นำที่เลือกวิธีการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง บ้านเมืองก็จะไปอีกทางหนึ่ง เป็นบ้านเมืองที่ดีงาม มีคุณธรรม จริยธรรม อาศัยอยู่ด้วยความภาคภูมิใจ ดังนั้นตนเชื่อว่าคนไทยมีคำตอบอยู่ในใจถึงผู้นำของเขาแต่ละคนแล้ว

