เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีตหนุ่มคราฟท์เบียร์ผู้โด่งดัง ซึ่งในวันนี้ คอการเมืองไม่มีใครไม่รู้จักเขาในนาม ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ เขตคลองสาน ที่สร้างตำนานดาวรุ่งพุ่งแรงจนแซงโค้งเข้าวิน ด้วยคะแนนท่วมท้น 34,368 คะแนน ทิ้งอันดับ 2 และ 3 ที่ได้ 27,421 คะแนน และ 20,376 คะแนน
วันนี้ เจ้าตัวขอเล่าประวัติชีวิตด้วยตนเอง โดยบอกเหตุผลว่า “เพราะหลายท่านอาจจะทราบประวัติทั่ว ๆ ไปของผมมามากแล้ว วันนี้ผมอยากจะเล่าประสบการณ์การทำงานของผมตั้งเเต่เด็กยันปัจจุบัน ทุกท่านจะได้มีความเข้าใจในตัวผมมากขึ้น”
ดังนี้
ด้วยความที่ครอบครัวฝั่งพ่อผมเป็นคนจีน ทำให้ผมได้ถูกปลูกฝังเรื่องคุณค่าของความขยันหมั่นเพียรและการทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ช่วงอนุบาล 1 – ประถม 6 ผมศึกษาที่โรงเรียนจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งมักจะมีกิจกรรมงานศพคนจีนกงเต็กเป็นประจำ ผมก็รับอาสาเสิร์ฟน้ำในงาน ได้ค่าจ้างคืนละ 80 บาท ผมทำงานเก็บเงินจนซื้อเกมส์บอยได้ เเต่ก็ทำหายไม่กี่วันหลังจากนั้น เป็นความเสียใจในวัยเด็กของผมเรื่องหนึ่งเลยครับ
อาชีพเเรกที่ผมหาเงินได้จริงจังคือ เป็นดีเจ ร่วมเล่นดนตรีกับวงในผับที่ถนนข้าวสาร ผมทำงาน 2 คืนต่อสัปดาห์ รายได้คืนละ 800 บาท ตอนนั้นกลัวมากว่าจะถูกตำรวจจับ เพราะผมยังอายุไม่ถึง เเต่จำได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ก็พากันไปให้กำลังใจที่ร้านด้วย ช่วงเวลานี้ผมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ได้เจอทั้งเรื่องดีเเละร้าย ทำให้ผมเเข็งเเกร่งขึ้น ซึ่งช่วงนี้ก็ช่วยให้ผมสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นจนอาจารย์ที่โรงเรียนเเปลกใจ เพราะผมได้เรียนพิเศษนอกโรงเรียนที่ถนนข้าวสารนั่นเอง
ช่วงชีวิตมหาลัยผมต้องย้ายไปอยู่หอที่รังสิต ทำให้ทำงานเก่าไม่ได้ ประกอบกับเรียนเเละทำกิจกรรมหนักจนไม่มีเวลา เเต่รายจ่ายที่มีก็มากกว่ารายได้ โชคดีที่ผมได้รู้จักพี่เจ้าของร้านอินเตอร์เน็ตที่อยู่ใต้หอ ซึ่งเป็นร้านที่ผมมักจะไปเล่นเกมส์กับเพื่อน ๆ เป็นประจำ ผมเกิดความคิดว่า ไหน ๆ ก็เล่นเกมส์ เล่นอินเตอร์เน็ต เสียเงินไปก็เยอะแล้ว ทำไมไม่ทำงานเเล้วได้เงินเสียเลย ผมจึงกลายมาเป็นเด็กเฝ้าร้านเกมส์ได้เงินเดือน เดือนละ 3,000 บาท อาจจะเป็นเงินไม่มากนัก เเต่ถ้าเทียบกับค่าเน็ตเเล้วก็ถือว่าคุ้มอยู่ครับ
ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีท้าย ๆ ผมทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านเหล้าสลับกับทำค่ายสร้าง ค่ายอาสา โดยตอนเเรกก็เพื่อจะกินข้าวฟรี ประหยัดไปอีกหน่อย เเต่เเล้วผมก็หลงรักกิจกรรมนี้ ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในชีวิตที่ทำให้ผมอยากทำงานเพื่อเปลี่ยนเเปลงประเทศนี้อีกด้วย เป็นจุดเปลี่ยนทีทำให้ผมคิดได้ว่า ชีวิตมนุษย์นั้นมีความสำคัญกว่าเงินตรา
หลังเรียนจบผมออกท่องเที่ยวอยู่พักหนึ่ง (Gap Year) ด้วยการปั่นจักรยาน เเละได้เริ่มงานเป็นนิติกรให้กับบริษัทกระดาษเเห่งหนึ่ง หลังจากทำไปได้ปีครึ่งก็รู้สึกว่างานนี้ไม่เหมาะกับเรา เเม้จะได้ผลตอบเเทนสูง แต่ผมไม่สามารถจินตนาการภาพตัวเองทำอาชีพนี้ไปจนเเก่ได้ ผมจึงตัดสินใจว่า งานที่ทำจะต้องเป็นงานที่ผมชอบเเละสนุกกับมัน เพราะเวลาคนเรามีจำกัด ไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมได้ลองทำอาชีพมากมายหลายแนว เช่น เป็นเทรนเนอร์ค่ายภาษาอังกฤษตามโรงเรียนที่มี English Program ซึ่งทำให้ผมได้รู้ว่าระบบการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำเเม้กระทั่งในโรงเรียนเดียวกัน นอกจากนี้ผมยังตัดสินใจสมัครอบรมมัคคุเทศก์ควบคู่ไปด้วย หลังจากนั้นผมเริ่มรวมความชอบสองอย่างซึ่งก็คือการท่องเที่ยวเเละการปั่นจักรยานมาเป็นอาชีพ ผมเริ่มเป็นมัคคุเทศก์จักรยาน พานักท่องเที่ยวเที่ยวย่านพระนครเเละฝั่งธนบุรี การเป็นมัคคุเทศก์ทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับผู้คน เเต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือการที่ได้เเลกเปลี่ยนทัศนคติกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทำให้มุมมองผมกว้างขึ้นเเละมองเห็นปัญหาหลายมุม
ในช่วงวิกฤติการเมืองที่มีการชุมนุมบริเวณที่ทำการบริษัททัวร์ที่ผมทำงานอยู่ ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ รายได้ผมก็หายไปด้วย จึงทำให้ผมต้องย้ายไปอยู่ที่เขาหลัก จังหวัดพังงา เป็นมัคคุเทศก์ทางทะเล พานักท่องเที่ยวขึ้นเรือไปเกาะสิมิลันเเละเกาะตาชัย ถือเป็นช่วงชีวิตที่สนุกเเละน่าจดจำ เป็นบทหนึ่งของการผจญภัยในลูกผู้ชายที่มักจะหาอ่านได้ตามหนังสือ ผมเคยลากศพนักท่องเที่ยว เคยกลัวว่าชีวิตจะกลับมาถึงเเผ่นดินไม่ได้ ทะเลเวลาคลื่นลมสงบมันช่างสวยดั่งนางฟ้า เเต่เวลาที่พายุโหมกระหน่ำ ทะเลก็โหดร้ายดั่งพญามัจจุราชเช่นกัน ช่วงเวลาหนึ่งฤดูท่องเที่ยวทำให้ผมเป็นคนนักสู้เเละมีความเเข็งเเกร่งทั้งทางร่างกายเเละจิตใจ
หลังจากกลับมากรุงเทพมหานคร ผมไปเจอประกาศรับสมัครงานของคราฟท์เบียร์บาร์เเห่งหนึ่ง เงินเดือน 15,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยสำหรับการดำรงชีพในเมืองหลวง เเต่ผมก็สมัครเพราะอยากที่จะเรียนรู้คราฟท์เบียร์ในฐานะผู้ดื่มเเละผู้อยู่เบื้องหลัง ผมได้ประสบการณ์เกี่ยวกับเบียร์จากทั้งลูกค้า อินเตอร์เน็ต และการทำงานที่บาร์ ในระหว่างนี้ผมก็เริ่มต้นทำเบียร์เองไปด้วยเป็นงานอดิเรก เเละผมยังกลับมาเป็นมัคคุเทศก์เพื่อหารายได้เสริมควบคู่กันไปด้วย นับเป็นช่วงชีวิตที่ทำงานหนักที่สุด เช้าเป็นมัคคุเทศก์ เย็นมาทำงานบาร์ วันหยุดก็หัดทำเบียร์ จนถึงจุดอิ่มตัวเเละตัดสินใจออกมาทำโรงเบียร์เถื่อน ขายเบียร์เองอย่างจริงจัง
การเป็นเจ้าของธุรกิจเองครั้งเเรกนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง ธุรกิจผมเป็นอะไรที่ใหม่เเละกฏหมายไม่เอื้ออำนวย ผมเจอกับจุดตกต่ำในชีวิตมาหลายครั้ง เเต่ผมก็ผ่านมาได้ด้วยประสบการณ์ทั้งหลายที่เคยพบเจอมา อีกทั้งยังมีความฝันอันเเรงกล้าเเละเป้าหมายที่สูงพอควร ทำให้ใช้ความบ้าฝ่าฟันจนอยู่ในจุดที่เราพอใจ เเต่ก็อย่างที่ทุกท่านทราบ ผมถูกเจ้าหน้าที่จับ เป็นอันยุติอาชีพนี้เเละเปลี่ยนไปเปิดบาร์เบียร์อย่างถูกกฏหมาย
การที่ผมเล่าว่าได้ทำอะไรมามากมายนั้น ผมไม่ได้มีเจตนาจะโอ้อวดเยินยอตัวเอง เเต่ผมอยากให้ทุกท่านเข้าใจในตัวตนของผมมากขึ้น ผมอยากให้ทุกคนมองโลกในแง่บวกเเละมีกำลังใจในการทำงาน หรือทำตามความฝันของตัวเอง อย่าล้มเลิกเพียงเพราะเราทำพลาด ตราบใดที่เรายังให้โอกาสตัวเองทำต่ออีกครั้ง ไม่เเน่ว่าครั้งต่อไปอาจจะเป็นครั้งที่เราทำสำเร็จก็เป็นได้
นับเป็นชีวิตหลากสีสันที่สุดท้ายในวันนี้มาจบที่นักการเมือง โดยเจ้าตัวยืนยันความมุ่งมั่น ยึดอุดมการณ์ไม่ทอดทิ้งประชาธิปไตย.

