ตัวเลขล่าสุดจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่ว่า 50,585,118 คือ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”
แบ่งเป็นชาย 24,465,842 ราย แบ่งเป็นหญิง 26,119,276 ราย
อาจเป็นตัวเลขเฉยๆ มีความหมาย 1 มีบุคคลสัญชาติไทย อายุ ครบ 18 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2559
แต่เมื่อ 1 วันที่ 7 สิงหาคม 2559 เป็นวันลง”ประชามติ”ร่างรัฐ ธรรมนูญ
“ตัวเลข”นี้ก็เริ่มจะ”ไม่ธรรมดา”
และก็ยิ่งมีสภาวะแห่งความ “ไม่ธรรมดา”มากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเจาะลึกอย่างแยกย่อยไปในแต่ละจุด
เป็นของ “กทม.”ทั้งสิ้น 4,483,075 ราย
เป็นของ “ภาคกลาง” บริเวณโดยรอบกทม.ทั้งสิ้น 12,961,686 ราย
เป็นของ “ภาคใต้” 6,828,332 ราย
เป็นของ “ภาคเหนือ” 9,202,928 ราย เป็น”ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” 17,009,430 ราย
“ตัวเลข” จึงเริ่ม”สำคัญ”
ความสำคัญอย่างแรกสุดก็เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลการเลือกตั้งล่าสุด
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
เป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับ 1 เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นอันดับ 2
คะแนนพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ 15 ล้านเสียง
คะแนนพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ 12 ล้านเสียง
คะแนนพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง
คะแนนพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ กทม. ภาคใต้
เมื่อนำเอา”ตัวเลข”ผู้มีสิทธิออกเสียงในแต่ละภาคส่วนมาพิจารณาจึงเห็นตรงกัน
ยิ่งสัมผัส “ท่าที” ยิ่งอ่านทะลุ”แนวโน้ม”
ทะลุว่าแนวโน้มของการทำ”ประชามติ”จะดำเนินไปในกระสวน แบบใด
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ไม่รับ”มากกว่า”รับ”
ภาคเหนือ “ไม่รับ” มากกว่า”รับ”
กทม. “รับ”มากกว่า”ไม่รับ” ภาคใต้ “รับ”มากกว่า”ไม่รับ”
โดยมี “ภาคกลาง”ดำรงอยู่อย่างก้ำๆกึ่งๆ กล่าวคือ “รับ”และ”ไม่รับ”สลับสับเปลี่ยน วนเวียนเป็นวงกต
กระนั้น “แนวโน้ม” นี้ก็เป็นแนวโน้ม”เก่า”
ขณะที่แนวโน้ม”ใหม่” คือแนวโน้มอันมีผลสะเทือนจากรัฐ ประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
เป็นแนวโน้มของ”คสช.”
ว่าจะ “คสช.”จะเอาชนะ”เพื่อไทย”ได้หรือไม่
การตัดสินใจ”เลือก”ของประชาชนคือ”คำตอบ”สุดท้าย

