เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.เอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “tawee sodsong” ข้อความว่า
กกต.ขาดความชอบธรรม เจตนาให้ผู้ขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.เข้าสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี
คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 224 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีอำนาจควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ได้กำหนดกรอบเวลาตามมาตรา 121 ที่บัญญัติว่า
“ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกมาประชุมเป็นครั้งแรก” หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
แต่ปัญหามีว่าจำนวน ส.ส. 498 คนที่ กกต.รับรองให้เข้าสภา มีหลักฐานปรากฏแก่ กกต.และมีผู้ร้องว่าคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนประมาณ 50-60 คน ซึ่งเป็นจำนวน ส.ส.ที่อาจเท่ากับ หรือมากกว่าพรรคซึ่งชนะอันดับที่ 4 ในการเลือกตั้งครั้งนี้เสียอีก โดยบุคคลเหล่านี้ปรากฎกับ กกต.ว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามที่ไม่สามารถยื่นการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่กำหนดว่า
“บุคคลผู้เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”
การวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.จึงถือเป็นอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของ กกต.โดยตรงที่ต้องวินิจฉัย ซึ่งในหลักการ กกต.จะต้องดำเนินตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครทุกรายให้ชัดเจน จึงจะประกาศให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (24 มีนาคม 2562)
แต่ กกต.ได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่เคร่งครัด จนเป็นเหตุให้ผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติได้รับการเลือกตั้ง และ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองให้บุคคลเหล่านั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมอยู่ในจำนวน 498 คนด้วย ทั้งๆ ที่มีผู้ร้องคัดค้าน และมีข้อมูลหลักฐานความปรากฎกับ กกต.ก่อนที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง
อีกทั้ง กกต.ยังได้รับทราบก่อนการประกาศรับรองผลเช่นกันว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้พิจารณวางบรรทัดฐานคำพิพากษาในคดีเดียวกันนี้ ไว้อย่างชัดแจ้งว่า
“ในประเด็นการถือหุ้นดังกล่าวแต่เพียงว่า เมื่อผู้สมัครเข้ารับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือพิมพ์หนังสือจำหน่าย และจำหน่ายหนังสือพิมพ์” ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมากกว่า 9 ฉบับ)
จากการที่ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ความปรากฏว่าขาดคุณสมบัติในการรับสมัครเลือกตั้ง เข้าไปไปใช้สิทธิสำคัญในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี ในทางกฎหมายถือเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น เพราะต้องห้าม ห้ามเป็นผู้สมัครตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93(3) ที่มีจำนวนมากถึง 60-70 คน ขณะที่เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองฝ่ายมีความก้ำกึ่งกัน แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้ต้องเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีเมื่อไร จึงมีเวลาที่เร่งด่วน สำหรับ กกต.ที่จะดำเนินการให้ถูกต้องเป็นธรรมตามกฎหมายได้
ดังนั้น กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ทำการวินิจโดยด่วนที่สุด ไม่ควรให้ ส.ส.ที่มีความปรากฎว่าขาดคุณสมบัติสมัคร ส.ส.ไปใช้อำนาจในการลงมติเลือกประธานสภารัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้ประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาจากการดำเนินการดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจเปรียบได้กับการให้ผู้ไร้ความสามารถ หรือผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริตไปเป็นผู้จัดการมรดก โดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจกระทำการดังกล่าวได้
กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้ ควรที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรรีบสรุปสำนวนคนที่เข้าข่ายไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทำการพิจารณาในประเด็นเรื่องคุณสมบัติโดยด่วน เพราะการพิจารณาคดีที่ผ่านมานั้น ใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถทราบคำสั่ง หรือคำพิพากษาแล้ว
สำหรับการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี หลังเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไร และเลือกนายกฯ เมื่อไร ดังนั้น ควรที่ กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลพิจารณา และพิพากษาโดยด่วน หากศาลพิพากษาว่าขาดคุณสมบัติ จะได้จัดการเลือกตั้งเป็นการด่วน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไปปฏิบัติหน้าที่เลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ต่อไป ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งที่ สนง.กกต.ได้ใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งเมื่อรวมถึงค่าใช้จ่ายทุกรายการแล้ว มีมากกว่า 8,414 พันล้านบาท เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ
https://www.facebook.com/2631268303555462/posts/2793891580626466?s=638472742&v=i&sfns=mo

