หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ นักการเมือง ครบรอบ 5 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ
คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
ต้องเริ่มมองจากการที่ คสช.ปวารณาตัวเองเข้ามาเพื่อ 1.คลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง ทว่าการจะคลี่คลายความขัดแย้งได้จำเป็นต้องคืนความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายในสังคม แต่ คสช.ไม่ได้เข้ามาในฐานะคนกลาง แต่เป็นอีกฝ่ายหนึ่งของความขัดแย้งแล้วดำเนินการในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้อีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น 5 ปีที่ผ่านมา คสช.ไม่ได้เข้ามาช่วยคลี่คลายความขัดแย้งแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้ความวุ่นวายหรือความไม่สงบที่เคยมี หายไป ซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะรากเหง้าของความขัดแย้งไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่โดนซุกซ่อนและรอวันขยายตัวต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการที่ คสช.กำลังจะเปลี่ยนร่าง กลายพันธุ์เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ทำให้ความขัดแย้งซึ่งเข้าใจว่าหากขัดต่อเจตจำนงของประชาชนมากเกินไป ความขัดแย้งระลอกใหม่ก็จะเกิดขึ้น
2.การให้คำมั่นสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่สนับสนุนว่าจะมาปฏิรูประเทศด้านต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่พบนอกเหนือจากการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแล้วก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรที่เป็นมรรคผล ยังไม่รวมกับการที่ระบุว่าปัญหาสำคัญของประเทศซึ่งจำเป็นต้องปฏิรูป ทั้งกองทัพและกระบวนการยุติธรรม ก็ไม่ได้รับการจัดการแต่อย่างใด 2 เรื่องนี้สำคัญเพราะเป็นที่มาของปัญหา ไม่ใช่เฉพาะความขัดแย้ง การทุจริตคอร์รัปชั่น การวิ่งเต้นเส้นสาย ดังนั้น การปฏิรูปก็ไม่ลุล่วง ยังเป็นปัญหาอยู่
3.หากดูที่ฝีไม้ลายมือในการบริหารประเทศแบบรัฐบาลปกติ ไม่ว่าจะเรื่องปากท้อง ความกินดีอยู่ดีของประชาชน การพัฒนาต่างๆ เขาไม่ได้อยู่ในวิสัยที่จะทำเช่นนั้น ไม่ได้มีทักษะ ไม่ได้มีความรู้ความสามารถในด้านนี้แต่อย่างใด เพียงแต่มีอำนาจในมือจนสามารถกลายเป็นอาวุธเพื่อปราบและเถลิงอำนาจขึ้นมา ลักษณะเช่นนี้ควรอยู่ในเวลาสั้นๆ แต่กลับอยู่ยาว และเนื่องจากมีอำนาจ สามารถออกกฎหมายกดคนอื่น มีอาวุธในมือ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยสนับสนุนเขาก็เสมือนว่าเอาหูไปนา เอาตาไปไร่บ้าง หรือไม่ก็ยังคาดหวังให้เขาสานต่อภารกิจให้เสร็จสิ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะติดหล่ม ไปไหนไม่ได้
ผลพวงของรัฐประหารยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ การจัดวางเครือข่ายใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่จะไม่ให้การรัฐประหารครั้งนี้เสียของเหมือนครั้งรัฐประหารปี 2549 เขาเลยคุมทุกอย่างในประเทศนี้แบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ระบบราชการซึ่งถือเป็นกลไกหลักให้อยู่ภายใต้อาณัติ รวมทั้งองค์กรอิสระต่างๆ สุดท้ายที่เขาจะทำคือระบอบการเมืองแบบผู้แทนหรือระบอบรัฐสภา ในการนำตัวเองเข้าไปโดยอาศัย ส.ว.ซึ่งมีลักษณะพิลึกพิลั่น โดยทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เขาออกแบบไว้

ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ม.ธรรมศาสตร์
ขอมองเป็นสองด้าน ได้แก่ด้านที่เป็นสิ่งเสียหาย และด้านที่เป็นผลพลอยได้ ด้านที่เสียหายคือประชาสังคมถูกทำลาย ในช่วง 5 ปีนี้ ประชาชนถูกควบคุมมากขึ้น ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษชนถูกคุกคาม มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย มีความพยายามปิดกั้นการแสดงออกทางการเมือง ทั้งการชุมนุม การเดินขบวนต่างๆ การแสดงความคิดเห็นก็ถูกใช้กฎหมายความมั่นคงในการควบคุมมากขึ้น
มีการผ่าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่จะสอดส่องและคุกคาม เสรีภาพในการแสดงออก ประชาชนถูกคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกมากขึ้น
รัฐรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น จะเห็นได้จากหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น มาตรา 44 การออกกฎหมายของรัฐบาลหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวดเร็ว เร่งรัด ไม่เป็นที่เปิดเผย ไม่มีโอกาสตรวจสอบ ไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน
องค์กรอิสระก็น่าสงสัยว่าจะถูกแทรกแซง เพราะถูกแต่งตั้งโดย คสช. ทั้งหมดทำให้มีการบริหารที่ไม่โปร่งใส เสียธรรมาภิบาล นำมาซึ่งการเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ โครงการใหญ่ต่างๆ หยุดชะงัก ต่างประเทศไม่สนับสนุน ความมั่นคงทางการเมืองไม่ดี คนก็ไม่อยากมาลงทุน นี่คือข้อเสีย
ส่วนด้านที่อาจเรียกว่าเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่ว่ามีรัฐประหารแล้วเกิดสิ่งที่ดีขึ้น เพราะมันไม่ได้ดีขึ้น แต่ผลพลอยได้คือประชาชนตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น สนใจการเมืองมากขึ้น เกิดพลังของคนรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง นี่คือผลพลอยได้ที่สำคัญ
นอกจากนี้ ประชาชนยังได้เรียนรู้ความเสียหายของการรัฐประหารมากขึ้น เรียนรู้ความเสียหายของระบอบการปกครองที่เป็นเผด็จการ ประชาชนรู้สึกถึงการที่ตัวเองอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนตื่นตัวมาก
อีกประการหนึ่งคือ การเกิดพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือพรรคการเมืองเดิมก็ตาม ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจนมากขึ้นทางด้านประชาธิปไตย หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับนโยบายทางการเมืองสักเท่าไหร่
มีแต่นโยบายเศรษฐกิจและประชานิยม แต่มาคราวนี้เราเห็นนโยบายที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปทหาร หรือหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นี่เป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใน 5 ปีที่ผ่านมา

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.)
ครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สะท้อนตัวตน ประชาธิปไตยแบบไทยๆ จึงขอนำข้อสรุปประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ได้สรุปไว้ ดังนี้
1.บุคคลคณะหนึ่งซึ่งเป็นผู้ควบคุมกำลังทหารของประเทศ สามารถสั่งตนเองเป็นรัฐบาลปกครองประเทศได้ 2.รัฐบาลที่ตั้งขึ้นด้วยวิธีนี้ คงจะเป็นรัฐบาลต่อไปตราบใดที่ยังมีกำลังทหารสนับสนุนอยู่ 3.การเลือกตั้งผู้แทนนั้นมีอยู่ในระบอบนี้ แต่ถึงแม้ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดเข้ามาเป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา พรรคนั้นก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะไม่มีกำลังทหารสนับสนุน 4.ประชาชนจึงไม่มีสิทธิอันแท้จริง ที่จะตั้งรัฐบาลของตนด้วยวิธีใดๆ ทั้งสิ้น 5.ประชาชนจะเปลี่ยนรัฐบาลให้ถูกใจตนด้วยวิธีการใดๆ ก็ไม่ได้ 6.พรรคการเมืองต่างๆ นั้นไม่เป็นทางเลือกแก่ประชาชน ในอันที่จะเลือกเอารัฐบาลที่ถูกใจตน
และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้อภิปรายถึงเงื่อนไขประชาธิปไตยไว้ด้วยว่า สิ่งที่จะบอกได้ว่ารัฐธรรมนูญจะอยู่ได้หรือไม่นั้น ก็คือกฎหมายเลือกตั้ง เพราะกฎหมายเลือกตั้งเป็นสิ่งเดียวที่จะกำหนดว่าผู้ที่มาเป็น ส.ส.นั้นเป็นคนอย่างไร
สรุป 5 ปี รัฐประหารที่ คสช.ได้คืนประชาธิปไตยโดยผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 และการเลือกตั้ง กลับพบว่าประชาชนที่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้ถูกบ่อนทำลายและเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้ประชาธิปไตยแต่ได้คณาธิปไตยที่มีการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารแทน
ทั้งนี้ อาจเกิดจากความกลัวสิทธิเสรีภาพของมวลชน คือปัญหาที่เกิดจากความคิดของผู้มีอำนาจที่ไม่ศรัทธาต่อหลักการประชาธิปไตยนั้นเอง
ดังนั้น นับจาก 24 มิถุนายน 2475-22 พฤษภาคม 2562 เป็นเวลา 88 ปีผ่านไป ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ยังเหมือนเดิม

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
แกนนำกลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย (กตป.)
5 ปีผ่านไป ไวเหมือนคำโกหกของผู้มีอำนาจ
22 พฤษภาคม 2557 ผมออกจากเวทีถนนอักษะพร้อมเพื่อนแกนนำ นปช. เพื่อเตรียมตัวไปเจรจาร่วมกับทุกฝ่ายที่สโมสรทหารบกอีกครั้ง
ในห้องประชุมยังหาข้อสรุปไม่ได้ เมื่อนายชัยเกษมตัวแทนรัฐบาลตอบคำถามว่า “โดยกฎหมายลาออกไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ก็ประกาศยึดอำนาจทันที แล้วลุกออกจากห้องสวนกับกำลังทหารอาวุธครบมือที่กรูกันเข้ามาควบคุมตัวทุกคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีการวางแผนไว้แล้วว่าชุดไหนประกบใคร
แกนนำ นปช.ถูกพาตัวไปขึ้นรถ มัดมือเอาผ้าคลุมหัวแล่นออกไปไม่นานนักก็จอด แล้วฉุดดึงเราไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ซึ่งบินไปอีกพักใหญ่ เมื่อลงจอดก็ถูกฉุดมือเดิน ผมพยายามเอาเท้าลากพื้นสัมผัสได้ว่าเป็นสนามหญ้า ฝนตกพรำๆ จนเปียกตามตัว
“ผมถูกพาตัวลงเดินจนได้ยินเสียงเปิดประตูแล้วดันตัวผมเข้าไป เท้าเหยียบพื้นรู้สึกได้ว่าเป็นน้ำแฉะๆ เขาบอกว่าถึงที่พักแล้ว จากนั้นแก้มัดแล้วถอดผ้าคลุมหัวให้
ภาพที่เห็นคือห้องทึบขนาด 3 คูณ 3 เมตร ตรงกลางมีท่อประปาขนาดใหญ่ทะลุเพดานขึ้นไป ที่พื้นมีน้ำขังอยู่เป็นจุดๆ รู้ได้ทันทีว่าเป็นห้องเก็บเครื่องมือของแท็งก์ประปา
ผมนั่งคนเดียวบนเตียงสนาม มีพัดลมเก่าจนสั่นส่งเสียงโกรกกรากเวลาหมุนวางอยู่ด้านข้าง ไม่มีหน้าต่าง ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน บอกตัวเองว่าอาจต้องอยู่ในนี้เป็นปี เริ่มวัดระยะพบว่าวิดพื้นและซอยเท้าวิ่งอยู่กับที่ได้
ต้องออกกำลังเพื่อรักษาสภาพร่างกาย เพราะไม่ห่วงเรื่องสภาพจิตใจ
สักพักเขาเอาข้าวกล่องมาส่ง แล้วคลุมหัวอีกครั้งเพื่อจูงมือไปอาบน้ำในห้องน้ำที่ไม่มีประตู พื้นเป็นดิน ฝาสังกะสีผุๆ มีถังพลาสติกแตกบิ่นรองน้ำกับขันซึ่งน่าจะเก่าที่สุดในค่ายไว้ตักอาบ เสร็จแล้วคลุมหัวอีกทีเพื่อจูงกลับมาที่ห้องสูท ให้ผมนอนสบตากับเพดาน ฟังเสียงพัดลมร้องคร่ำครวญจนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
รุ่งเช้าอากาศร้อนขึ้นตลอดเวลา ผมถอดเสื้อผ้านุ่งกางเกงในตัวเดียวนั่งจมเหงื่ออยู่ในนั้น จนราว 11.00 น. ได้ยินเสียงไขกุญแจ
“เชิญครับ จะพาไปอยู่ที่ใหม่ น่าจะดีกว่านี้”… นี่คือเรื่องราวของผมเมื่อ 5 ปีก่อน เขาบอกผมว่าไปเจรจา แท้จริงคือการวางแผนยึดอำนาจ
5 ปีมาแล้วเช่นกันที่เขาบอกว่าจะอยู่ไม่นาน 22 พฤษภาคม 2557 เกิดขึ้นด้วยคำลวง
แต่จะทำอย่างไรล่ะ ในเมื่อคนจำนวนหนึ่งยังเชื่ออยู่จนถึงวันนี้

ชัยเกษม นิติสิริ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
และแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย (พท.)
ความรู้สึกในวันนั้นผมรู้สึกว่าผิดหวังการทำหน้าที่ของทหาร แต่การนัดประชุมแล้วจับในที่ประชุม อีกหน่อยต่อไปถ้าทหารเรียกประชุมอีกใครเขาจะไปเล่า แถมจับปิดตา มัดมือ แต่ตัวผู้นำออกมาพูดว่ามีที่ไหน มีแต่ในหนังฝรั่ง มันอะไรของเขา ผมรู้สึกผิดหวังอย่างมากในวันนั้นที่ไปประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหา จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่าผิดหวัง ผิดหวังที่มีการใช้กระบวนการยุติธรรมจนทำให้กระบวนการยุติธรรมเบี่ยงเบนซึ่งเป็นห่วงว่าไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้อีก และผิดหวังกับคำพูดที่บอกว่าจะอยู่ไม่นาน แต่อยู่ปาเข้าไป 5 ปีแล้ว แถมยังมีทีท่าว่าจะต่อท่ออำนาจกันออกไปอีก
ผมมองว่าการทำรัฐประหารที่ผ่านมาไม่มีอะไรเป็นบวกเลย มีแต่เป็นลบ คุณบอกว่าจะทำเพื่อยุติความขัดแย้ง เพื่อความปรองดอง แต่ล้มเหลวหมดทุกอย่าง
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็ยังยืนยันว่าผมจะทุบโต๊ะยืนยันว่าไม่ลาออกเช่นเดิม เพราะผมอยู่กับระบอบประชาธิปไตย อยู่กับระบบนิติธรรมและกฎหมาย ในวันนั้นรัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการที่จะต้องอยู่จนกว่ามีรัฐบาลใหม่ แต่เขาบังคับให้ลาออก ซึ่งถ้าผมตอบตกลงว่าจะลาออกป่านนี้ผมคงไปนอนอยู่ในคุกเพราะทำผิดประมวลกฎหมายอาญาฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ดังนั้นผมคงจะยืนยันแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะผมคิดว่ามีวิธีอื่น ที่ควรให้ประชาธิปไตยเดินหน้า และแก้ไขด้วยตัวของมันเอง ทหารควรออกมาทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้แต่กลับไม่ทำ

