เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของ พลทหารฯ ลือชานนท์ นันทบุตร ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพออกมาปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นการตายของทหารเกณฑ์ ทั้ง ๆ ที่ เป็นการเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในหน่วยทหารอีกด้วย
ซึ่งเมื่อได้ฟังคำชี้แจงของโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ที่ระบุว่า พลทหารฯ ลือชานนท์ แอบหนีไปหลบบนตึกเพื่อพักผ่อน จึงไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ขณะเสียชีวิต ก็ได้แต่หวังว่าเรื่องนี้จะไม่จบลงที่การโยนความผิดไปให้คนตายว่าอู้งานแล้วพลัดตกตึกเสียชีวิต ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ เพราะปกติแล้ว ทหารจะใช้ระบบบั๊ดดี้ คือ ต้องมีเพื่อนคอยประกบ เพื่อให้ทุกคนอยู่ในสายตาของผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่จะเดินไปไหนมาไหนคนเดียวได้ง่ายๆ ตามใจชอบ
“การหลบหนีการฝึกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทรงผมและเครื่องแต่งกายทหารเกณฑ์ก็โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ใครๆ ในกรมทหารก็ดูออก ถ้าเดินลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่คนเดียว ก็จะมีคนตาดีไปรายงานและนำตัวส่งผู้บังคับบัญชาแล้ว ใครที่เคยเกณฑ์ทหารมาก่อนย่อมรู้ว่ามันใช่หรือเปล่า ที่สำคัญ จากคำยืนยันของญาติพี่น้อง จะเห็นว่า พลทหารฯ ชานนท์ สมัครเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ด้วยความสมัครใจ ไม่ได้จับใบดำใบแดง จึงไม่น่าเชื่อว่า พลทหารฯ ชานนท์ จะเป็นกำลังพลประเภทที่ชอบอู้หรือหลบหนีการฝึก” ร.ท.หญิง สุณิสา ระบุ
และว่า “ทางที่ดี กองทัพควรเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงแล้วรีบชี้แจงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของ พลทหารฯ ลือชานนท์ โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิต อย่าไปโยนบาปให้เขา เพราะคนตายไม่สามารถฟื้นขึ้นมาชี้แจงความจริงได้ ไม่อย่างนั้น จะเป็นบาปติดตัวผู้บังคับบัญชาตลอดไป ทั้งยัง จะกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบการเกณฑ์ทหารในประเทศไทย ว่ามีความปลอดภัยสำหรับลูกหลานของชาวบ้านหรือไม่”
“ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคการเมืองที่ชูนโยบายปฏิรูปกองทัพ และยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น แสดงว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่มั่นใจถึงความคุ้มค่าของการส่งลูกหลานไปเกณฑ์ทหาร ดังนั้น หากกองทัพไม่มีคำอธิบายที่ดีพอเกี่ยวกับการตายอย่างมีปริศนาของทหารเกณฑ์ ว่ามีการใช้ความรุนแรงหรือระบบป่าเถื่อนกับลูกหลานของชาวบ้านหรือไม่ ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกองทัพก็จะยิ่งดิ่งลงเหว เพราะปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ก็เอือมระอาบทบาทกองทัพอยู่แล้วที่เข้ามาแทรกแซงการเมืองจนบ้านเมืองถอยหลังกลายเป็นเผด็จการตกยุคอย่างนี้” ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวทิ้งท้าย

