ที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคง “บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะ ถก 4 ประเด็นสำคัญ ก่อนมีมติ ปลดล๊อค นักการเมืองที่เคยถูกห้ามเดินทาง ตปท.
เวลา 16.00น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทั้งนี้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมหารือในประเด็นสำคัญคือ 1. การติดตามสถานการณ์โดยทั่วไปของประเทศโดยเป็นการรายงานจาก คสช. ,สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ, สมช. โดยทุกหน่วยเห็นตรงกันว่า สถานการณ์โดยรวมอยู่ในสภาวะเรียบร้อย อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้างแต่เป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ทุกอย่างอยู่ในวิสัยที่ประเทศสามารถเดินต่อไปได้ 2. ที่ประชุมมีการแบ่งงานระหว่างรัฐบาลกับคสช. ให้เกิดความชัดเจนโดยนายกฯเน้นการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตให้ผ่านพ้นไปได้ 3.ที่ประชุมมีมติให้บุคคลที่เคยมีรายชื่อที่ คสช.เคยมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยมีมติอนุญาตให้บุคคลเหล่านี้สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ยกเว้นบุคคลที่มีหมายจับ หรือมีคดีความกับศาล ที่จะต้องขออนุญาตหน่วยงานนั้นๆ หรือศาลก่อน โดยคำสั่งดังกล่าวจะออกมาเป็นรายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ 4.ปัญหาของวัดพระธรรมกาย โดยที่ประชุมได้รับทราบ แต่ไม่ได้มีการสั่งการใดๆ ซึ่งขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้สนใจเรื่องของธรรมกายมากนัก เป็นเพียงการหยิบยกสถานการณ์มาหารือแต่ไม่ได้มีมติ หรือให้ความเห็นชอบใดๆ ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย และสร้างความเข้าใจกับสังคมว่าทุกอย่างจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าไม่มีใครในประเทศนี้ที่มีอิทธิพลต่อคนในประเทศได้ เพราะทุกอย่างมีข้อเท็จจริงอยู่ ประชาชนจะเป็นเกราะป้องกันจะเป็นผู้นำทางเองว่าประเทศควรจะเดินไปอย่างไร
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์สั่งการในที่ประชุมว่า ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามงานที่ได้รับมอบหมาย สร้างศรัทธาต่อประชาชนให้ได้ เพราะการสร้างศรัทธานั้นเป็นการสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติทุกภารกิจ ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตเดินทางออกนอกประเทศนั้นมีกี่ราย รวมน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่แน่ใจในตัวเลข แต่ผู้ที่มีคดีความในชั้นศาลจะต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งคสช.ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ เป็นอำนาจศาล และบุคคลเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อคสช.ด้วย
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด กล่าวว่า มติที่ออกมาได้พูดถึงว่าจะเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์การเมือง เพื่อนำไปสู่เรื่องการทำประชามติ แต่อยากให้สังคมเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลและคสช.เข้าใจความรู้สึกของสังคม พร้อมรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงได้พิจารณาว่าอะไรที่พอผ่อนคลายได้เพื่อให้บ้านเมิองเดินต่อไปได้ ไม่เกิดความรู้สึกว่าตึงเกินไป อย่างกรณีของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศเมื่อไม่มีคดีความก็สามารถไปได้ แต่อย่างกรณีของนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ยังไม่คดีความอยู่ต้องไปขออนุญาตจากศาล ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการหารือถึงกรอบเวลากรณีที่บุคคลออกไปต่ารงประเทศแล้วไปพูดให้มีผลกระทบกับประเทศ จะห้ามออกอีกหรือไม่ เมื่อวันนี้เราเปิดแล้วก็คือเปิดส่วนเรื่องของอนาคตค่อยมาว่ากัน อย่างไรก็ตามในที่ประชุมไม่มีใครคัดค้านว่าการปลดล็อกครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหม่ ทุกคนเห็นด้วย
เมื่อถามว่าหากออกไปต่างประเทศแล้ว ไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองภายในประเทศสามารถทำได้หรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า การแสดงความเห็นทางการเมืองในต่างประเทศ แม้ยังไม่ได้รับการผ่อนผันก็แสดงความคิดเห็นกันอยู่แล้ว ดังนั้นก็ถือเป็นสิทธิ์ที่เขาสามารถจะพูดอะไรก็ได้ แต่อยู่ที่จิตสำนักของแต่ละคน อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีเองก็ได้เน้นเรื่องการชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจในกรณีต่างๆหากมีการไปให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันข้อเท็จจริงและคงไม่ถึงขนาดว่าผู้ที่เคยมีรายชื่อห้ามออกนอกประเทศจะรวมตัวกันเช่าเครื่องบินเหมาลำเพื่อไปทำกิจกรรมต่างๆ เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ส่วนถ้าจะเดินทางไปร่วมงานวันเกิดใครหรือนายใหญ่ใครในต่างประเทศถือเป็นเรื่องส่วนตัว สื่ออย่าชี้โพรงกันมากนัก ส่วนกรณีที่ต่างประเทศเชิญอดีตนักการเมืองไปปาฐกถาหรือแสดงความคิดเห็นเราคงไปตรวจสอบก่อนไม่ได้ เพราะทุกคนถือว่าได้รับการปลดล็อกแล้ว เป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้แต่ทุกคนต้องมีสติต่อบ้านเมือง ส่วนถ้าออกไปต่างประเทศแล้วไปพูดเรื่องที่เกิดผลกระทบ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจ ซึ่งนายกฯมั่นใจว่าทุกคนทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว และเชื่อว่าต่างประเทศเมื่อฟังข้อมูลแล้วจะชั่งน้ำหนักเองได้
เมื่อถามย้ำว่าที่คสช.ผ่อนคลายสถานการณ์ให้เดินทางไปต่างประเทศได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันจากนานาชาติหรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ แต่ยอมรับความเป็นจริงว่ารัฐบาลและคสช.รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกฝ่าย แม้ความเห็นต่างเราก็รับฟัง หลังชั่งน้ำหนักดูแล้วอะไรที่พอผ่อนปรนได้เราก็ทำเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเราจ้องฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นพิเศษ บ้านเมืองสามารถเดินต่อไปได้เราพร้อมจะทำ และยืนยันอีกครั้งว่าการปลดล็อกครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาการทำประชามติ และการที่เราปลดล็อกครั้งนี้เพราะประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้นและจะเป็นเกราะป้องกันประเทศในเรื่องต่างๆ รัฐบาลและคสช.จะคำนึงและฟังเสียงของประชาชนเป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวถามว่าในเรื่องการห้ามแสดงความคิดเห็นในต่างประเทศถือเป็นประเด็นที่เปราะบางและทางคสช.ระวังมาตลอด มีเหตุผลอะไรที่ปลดล็อกครั้งนี้ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่มีรายงานจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ จากเวทีการประชุมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย (ยูพีอาร์) ซึ่งมีการติดตามเหตุการณ์ในประเทศมาตลอด โดยเฉพาะเมื่อครม.เห็นชอบกฎหมายสำคัญต่างๆ ที่ทางยูพีอาร์ชื่นชมและเห็นความตั้งใจของรัฐบาล
พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคสช. กล่าวว่า ในเรื่องของความมั่นคง ที่ประชุมได้มีการพูดถึงการดูแลความสงบเรียบร้อย การสร้างบรรยากาศของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความสงบสุขของบ้านเมือง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้กระบวนการต่างๆเดินหน้าไปได้ การที่ที่ประชุมได้มีมติตามคำสั่งหัวหน้า คสช.เรื่องยกเลิกการห้ามบุคคลออกนอกประเทศนั้น เป็นความคิดของนายกรัฐมนตรี ที่ได้เสนอต่อที่ประชุม ซึ่งนายกฯได้รับข้อมูลจากทีมงาน นักวิชาการ ทีมกฎหมายมาประกอบการพิจารณา ซึ่งการตัดสินใจของนายกฯไม่ใช่การตัดสินใจแบบไม่มีข้อมูล แต่ตัดสินใจบนพื้นฐานการทำงานที่มีข้อมูล มีการติดตามงานด้านการข่าวและสถานการณ์โดยรวม เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย สร้างบรรยากาศการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารแผ่นดิน คนไทยด้วยกันอะไรที่เคยผิดพลาดก็ต้องแก้ไข อะไรที่สร้างความรักความสามัคคีต่อคนในชาติก็ต้องทำ อย่างไรก็ตาม สำหรับการขอจัดกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองบรรยากาศขณะนี้ยังไม่สมควรทำ ที่ประชุมจึงปลดล็อคเฉพาะเรื่องที่ควรทำในขณะนี้ และเชื่อว่าบรรยากาศทางการเมืองจะดีขึ้น
พ.อ.ปิยะพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลและคสช. จะต้องดูแลให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยเเละให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยเฉพาะในช่วงก่อนการทำประชามติ 7 สิงหาคมนี้ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อให้กระบวนการต่างๆของบ้านเมืองเดินไปได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมไม่ได้มีความกังวลเรื่องการทำประชามติแต่อย่างใด ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่าควรตอบโต้ทางการเมืองให้น้อยลง เอาการทำงานบริหารราชการดูแลประชาชนเป็นหลัก

