หน้าแรก การเมือง นักวิชาการชี้...

นักวิชาการชี้ ‘อรรถวิชช์’ เข้าใจผิด ‘ธนาธร’ พูดถึง พล.อ.เปรมในเชิงระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล

29.05.19 | 10:03 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม รศ.ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และนักวิจัยอาวุโส โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Pairoj Vongvipanond แสดงความเห็นกรณีคลิปที่ได้รับการเผยแพร่ โดยเป็นคลิปนายธนาธร กับนายอรรถวิชช์ ในงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระบุว่า


ความขัดแย้งระหว่างธนาธรกับอรรถวิชช์ในงานสัมมนาที่ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อวานนี้ เรื่อง รัฐสวัสดิการกับประชาธิปไตย บอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับสังคมและการเมืองไทย

เรื่องแรกคือ ความแตกต่างระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่ 2 คนที่แม้มีอายุเท่ากัน (41 ปี) แต่เห็นได้ชัดจากการอภิปรายนี้ ทั้งสองคนอยู่คนละ wave length ซึ่งทั้งคู่เถียงกันในประเด็นและบริบทที่ต่างกัน ความแตกต่างนี้ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของสาขาการศึกษาที่ต่างกัน อรรถวิชช์เป็นนักกฎหมาย เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ส่วนธนาธรมีพื้นความรู้ในด้านวิศวะ เศรษฐศาสตร์การเมือง การเงินและกฎหมายระหว่างประเทศ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของความแตกต่าง แต่ที่สำคัญกว่า น่าจะมาจากความสนใจ ความหลงใหลซึ่งมาจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองในด้านการเมืองสังคมและประวัติศาสตร์ในมิติที่กว้างซึ่งในประเด็นหลังนี้ ธนาธรมีความโดดเด่นกว่าอรรถวิชช์อย่างชัดเจนในฐานะนักคิดและมีความสามารถในการถ่ายทอดที่สูง

ด้วยเหตุนี้เราจึงพบว่า เมื่อธนาธรเสนอความคิดหรือสมมุติฐานที่เป็นวิชาการ เรื่องพลเอกเปรม ซึ่งท่านพึ่งเสียชีวิต ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องรัฐสวัสดิการของไทยว่า ถ้ารัฐเปรม (ซึ่งเป็นรัฐที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเพียงครึ่งใบในช่วงทศวรรษ 80) ดำรงอยู่เรื่อยมาในประเทศไทยคงเป็นการยากที่ประเทศไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ กล่าวโดยย่อ สมมุติฐานของธนาธรนั้นเกิดจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งรัฐสวัสดิการมักจะมีพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของประชาธิปไตยที่เป็นปึกแผ่น โดยเฉพาะอำนาจการต่อรองของชนชั้นแรงงานมีสูง ซึ่งไม่ใช่กรณีของประเทศไทย เพราะตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ รัฐมักจะเอียงจะข้างฝ่ายนายทุนมากกว่าส่งเสริมการรวมตัวของแรงงาน เน้นความเจริญเติบโตมากกว่าการกระจายรายได้และสวัสดิภาพของชนชั้นแรงงาน เป็นต้น

Advertisement

จะเห็นได้ว่าธนาธรไม่ได้กล่าวอะไรเกี่ยวกับพลเอกเปรมเลยในเชิงส่วนตัว เขากล่าวถึงเพียงสถาบันหรือระบบการเมืองภายใต้รัฐเปรม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของรัฐสวัสดิการ เพราะฉะนั้น อรรถวิชช์จึงควรมุ่งอภิปรายประเด็นและสมมุติฐานที่ธนาธรได้กล่าวมา ในทางตรงกันข้าม อรรถวิชช์กลับเบี่ยงประเด็นไปที่ผลงานหรือคุณูประการของพลเอกเปรมในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแสดงความรู้สึกไม่พอใจ ซึ่งจริงๆ อรรถวิชช์เข้าใจผิด เขาไม่รู้ตัวว่าเขาพูดกับธนาธรคนละเรื่อง คนละประเด็น ถ้าจะคุยกันเรื่องคุณงามความดีของพลเอกเปรม ควรจะเป็นการสัมมนาในชื่อเรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องรัฐสวัสดิการกับประชาธิปไตย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในคุณภาพของนักการเมืองรุ่นใหม่ทั้ง 2 คน และอาจจะหมายถึงความแตกต่างในคุณภาพระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่ รุ่นเก่าและกลุ่มอื่นๆในสังคม ดังที่เราจะเห็นได้จากการนำเอาความคิดหรือสมมุติฐานของธนาธรไปบิดเบือน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลาย จากคลิปที่เกิดจากการปั้นน้ำเป็นตัว “ตายไปก็ดี รัฐสวัสดิการจะได้เกิด” สะท้อนให้เห็นถึงความอับเฉาด้านปัญญาของคนในสังคมที่มีความเห็นต่างกันทางการเมือง นอกจากนั้นสังคมไทยยังเป็นสังคมฉาบฉวย ตื้นเขิน ไม่ยอมรับความคิดเห็นเชิงวิพากษ์ที่มีความสร้างสรรค์ ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า สมมุติฐานที่ธนาธรได้กล่าวในครั้งนี้ จริงๆ แล้วเป็นอะไรที่น่าสนใจ ควรได้รับได้การอภิปรายและศึกษาต่อให้ลึกซึ้ง เช่น เปรียบเทียบพัฒนาการของรัฐสวัสดิการกับพัฒนาการของประชาธิปไตยในไทย ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันโดยเปรียบเทียบ 3 สมัย ได้แก่ สมัยเผด็จการ สมัยประชาธิปไตยครึ่งใบหรือประชาธิปไตยแบบชี้นำ และสมัยประชาธิปไตยเต็มใบ