‘ส.ว.เสรี’ ลั่น ส.ส.ต้องรับสภาพ หากยังตกลงเลือกนายกฯกันไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ ส.ว.

29.05.19 | 10:40 น.

เสรี สุวรรณภานนท์ ลั่น เมื่อถึงเวลา พรรคการเมืองยังไม่สามารถรวมตัวกันในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จได้ ส.ว.พร้อมปฏิบัติหน้าที่ ตามที่รธน.บัญญัติไว้ 


เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นกรณีปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ โดยระบุว่า

รัฐธรรมนูญ กำหนดให้ ส.ว.ร่วมลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย การจัดตั้งรัฐบาลบนฐานของผลประโยชน์และความต้องการของพรรคการเมืองที่ต่อรองกันยังไม่ลงตัว ไม่ใช่เรื่องที่จะจัดตั้งได้ง่ายๆ เพราะแต่ละพรรคการเมืองล้วนมีจุดหมายของการได้ผลประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะต่อรองได้ มิใช่ประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างที่พูดกัน

ทั้งๆ ที่พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจะควรจะต้องมีอำนาจการต่อรองมากกว่าพรรคอื่นๆ ที่จะต้องอยู่บนฐานของความเข้มแข็ง ความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของตัวเอง ที่จะต้องให้พรรคการเมืองอื่นๆ เข้ามาขอร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล  แต่ปรากฏว่า สถานการณ์กลับกัน พรรคแกนนำไม่สามารถนำเอาจุดแข็งของตัวเองมาใช้เป็นเครื่องต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ แต่กลับจัดตั้งรัฐบาลอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัวว่า จะได้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลรวมแล้วไม่เกินกึ่งหนึ่งของเสียงในสภาผู้แทนราษฎร จนกลายเป็นพรรคการเมืองอื่นควบคุมสถานการณ์หรือควบคุมเกม เล่นตัวได้ตามที่ตนเองต้องการ และในที่สุดก็จะถูกเรียกร้องจนหมดตัว

ซึ่งพรรคที่เป็นแกนนำจะต้องมีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และเด็ดขาดมากกว่านี้ และใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็นประโยชน์ในการต่อรอง และต้องทราบว่าจุดแข็งของตัวเองอยู่ที่ไหน หากยังไม่พบหรือยังไม่ทราบว่าจุดแข็งของพรรคตัวเองอยู่ที่ไหน ก็ยากที่จะต่อรองให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการได้

Advertisement

โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลบนเสียงปริ่มน้ำหรือจมน้ำเหล่านี้ อยู่ที่เสียงสนับสนุนของสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คนเป็นตัวกำหนด ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่สมาชิกวุฒิสภาจะต้องมาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่ง ส.ว.มีอิสระในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี บนพื้นฐานของประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชน รวมทั้งให้ได้คนที่มีความสามารถและมีความเหมาะสมที่สุดต่อการบริหารประเทศมาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงสถานการณ์หรือช่วงเวลาขณะนี้ ซึ่งในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนี้ ส.ว.ก็ต้องตัดสินใจคิดกันเองให้ดีเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดของชาติบ้านเมืองดังกล่าว

ช่วงนี้ก็คงมีเวลาในการเจรจาต่อรอง ไปจนกว่าจะได้ประธานรัฐสภามาปฏิบัติหน้าที่ แต่เมื่อถึงเวลาแล้วดูทีหากพรรคการเมืองยังไม่สามารถหรือยังไม่ยุติที่จะรวมตัวกันในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จได้ คะแนนเสียงและความรับผิดชอบก็คงไปตกอยู่กับ สมาชิกวุฒิสภา ในการโหวตเลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์และเป็นหน้าที่ของ ส.ว. ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

ส่วนผลคะแนนในส่วน ส.ส.จะมีจำนวนเป็นอย่างไร ก็ต้องรับสภาพ