“ผมพอแล้ว” รำลึก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เส้นทางบารมีบ้านเลขที่ 279

29.05.19 | 15:01 น.
ถ่ายที่โคราช ช่วงเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวาย

“ผมพอแล้ว”

3 คำ สำคัญสนั่นประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีหลายสมัยปฏิเสธนั่งเก้าอี้ตัวเดิม เมื่อบรรดาผู้แทพรรคการเมืองแจ้งมติเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ต่อไปในช่วงพลบค่ำของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2531 หวังให้เกิดรัฐบาล “เปรม 6” แต่ถูกปฏิเสธ

นับแต่รัฐบาลเปรม 1 ในปี 2523 ซึ่งพลเอกเปรมได้รับการบันทึกชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย ล่วงไปถึงรัฐบาลเปรม 5 กินเวลายาวนานถึง 8 ปี โดยไม่ได้มีสังกัดพรรคการเมือง และไม่ได้ลงเลือกตั้ง หากแต่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองและกองทัพที่เจ้าตัวเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกลำดับที่ 22

หลังอยู่ร่วมวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน โดยเป็นนายกฯ ที่ “ยุบสภา” ถึง 3 หน อีกทั้งความพยายามล้มรัฐบาลครั้งสำคัญ 2 กรณี บุคคลผู้นี้กลายเป็นคนสำคัญของประเทศ ได้รับการยกย่องเป็น “รัฐบุรุษ” อีกทั้งประธานองคมนตรี

เป็นผู้มากบารมีที่พูดน้อยจนได้ฉายา “เตมีย์ใบ้”

Advertisement

ภาพของผู้หลักผู้ใหญ่และผู้น้อยทั้งในแวดวงการเมืองและกองทัพเข้าคารวะ “ป๋าเปรม” ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ด้วยความเคารพ กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนาน

26 พฤษภาคม 2562 ในวัย 99 ปี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรม

ปิดฉากตำนานบ้านสี่เสาฯ ซึ่งในวันนี้ไม่มีป๋าเปรมอีกต่อไป เหลือไว้เพียงประวัติศาสตร์และความทรงจำหลายด้านหลากมุมมองที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าหนึ่งของการเมืองไทย

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นำอวยพรเนื่องในวันเกิดเมื่อปี 2531


นักเรียนเลขประจำตัว 167 สู่สงครามมหาเอเชียบูรพา

“167 ไม่ใช่เลขหวยนะครับ”

ถ้อยความจากปากพลเอกเปรมเมื่อคราวเล่าถึงประวัติชีวิต โดยบอกว่า 167 คือเลขประจำตัวที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา สถานศึกษาที่ป๋าเปรมให้นิยามว่าเป็น “พ่อแม่ทางวิชาการของผม”

26 สิงหาคม 2463  คือวันที่เด็กชายเปรม ลูกคนที่ 6 จากจำนวน 8 ของ รองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) กับ นางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) ลืมตาดูโลก

หลังจบมัธยม 6 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ นั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯพร้อมพี่ชายด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียว เพื่อศึกษาต่อที่โรงเรียน

สวนกุหลาบวิทยาลัยจนจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 8 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเทคนิคทหารบก รุ่นที่ 5 ก่อนได้ทุนกองทัพบกบินข้ามขอบฟ้าไปยังฟอร์ตนอกซ์ มลรัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา เพื่อร่ำเรียนจนจบจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2484 ถูกเร่งรัดให้เป็นทหารทั้งที่ยังเป็นนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 3 เพราะเกิด “สงครามอินโดจีน” ถูกส่งไปสังกัดกรมรถรบ เข้าสู่สมรภูมิปอยเปต จากเดิมที่ต้องการจะเป็นทหารปืนใหญ่แบบ จอมพล ป.พิบูลสงคราม

ครั้นเมื่อรัฐบาลจอมพล ป. ประกาศร่วมรบกับญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา พลเอกเปรมได้รับคำสั่งให้ไปสังกัดกองทัพพายัพ ถูกส่งไปรบที่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ กระทั่ง พ.ศ.2489 ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 2 กองพันที่ 1 กรมรถรบ แล้วขึ้นเป็นรองผู้บังคับกองพันที่ 4 ก่อนที่จะสอบชิงทุนของกองทัพบกไปศึกษาต่อที่โรงเรียนยานเกราะ สหรัฐอเมริกา เมื่อกลับมาปฏิบัติหน้าที่ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์แผนกยุทธวิธี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ ก่อนจะเลื่อนเป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 5 กรมทหารม้าที่ 2 แล้วก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับ

จากกองทัพถึงสภา จากผู้เจรจาถึงรัฐมนตรี

ตัดฉากมาในช่วง พ.ศ.2517 ภาคอีสานเป็นพื้นที่ซึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กำลังทำสงครามกับรัฐบาลพลเอกเปรมได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 โดยนำแผนยุทธศาสตร์ “การเมืองนำการทหาร” มาใช้

1 ตุลาคม พ.ศ.2520 ได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2521 พลเอกเปรมได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้บัญชาการทหารบก ลำดับที่ 22

ส่วนในทางการเมือง พลเอกเปรมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 เป็นสมาชิกวุฒิสภาใน พ.ศ.2511 และเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติในเดือนตุลาคม พ.ศ.2516

หย่อนบัตรเลือกตั้งในหน่วยที่โคราชขณะเป็นนายกฯ สุดท้ายพรรคร่วมรัฐบาลเชิญพลเอกเปรม เป็นนายกฯ อีกสมัย


กระทั่ง 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 2 พลเอกเปรมมีชื่อเป็น 1 ใน 24 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่ทำการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 1 ปีต่อมาเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเริ่มมีบทบาททางการเมือง โดยเป็นผู้เจรจาในคราวยึดอำนาจรัฐบาล ธานินทร์ กรัยวิเชียร กล่าวคือ

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 กลุ่มทหารหนุ่มซึ่งมีบทบาทตั้งแต่การยึดอำนาจในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ได้ตกลงว่าจะทำการยึดอำนาจรัฐบาลนายธานินทร์ในเวลา 20.00 น. แต่แผนการยึดอำนาจรั่วไหลทำให้ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ และคณะได้ทำการยึดอำนาจก่อน โดยประกาศยึดอำนาจผ่านกรมประชาสัมพันธ์ในเวลา 18.00 น. มีพลเรือเอกสงัดเป็นหัวหน้า และ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะปฏิวัติแต่กลุ่มทหารหนุ่มไม่ยอมโดยทำการยึดอำนาจซ้อนและมีการเจรจาระหว่างคณะปฏิวัติทั้งสองฝ่าย ในการเจรจา พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้เป็นผู้เสนอให้พลเรือเอกสงัดเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติและพลเอกเกรียงศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีตามที่กลุ่มทหารหนุ่มต้องการ

พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 โดยพลเอกเปรมได้รับโปรดเกล้าฯเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและดำรงตำแหน่งนี้อย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2522-2529

ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร


8 ปี เก้าอี้นายกฯที่ยาวนาน

“รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเหนือพรรค เหนือพวก เหนือผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”

คือคำกล่าวของพลเอกเปรม เมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก

การเข้าสู่ตำแหน่งดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 ที่ประชุมรัฐสภาได้มีการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2523 โดยวิธีการเลือกสรรนายกรัฐมนตรีได้ใช้วิธีให้สมาชิกรัฐสภาเขียนชื่อผู้ที่ตนเห็นสมควรว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีใส่ซอง แล้วมอบให้แก่กรรมการนับคะแนน ซึ่งปรากฏผลว่า จำนวนสมาชิกรัฐสภาที่เข้าประชุมและร่วมลงคะแนนจำนวน 496 คน มีผู้เลือกพลเอกเปรมถึง 395 คน แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 200 คน และสมาชิกผู้แทนราษฎรจำนวน 195 คน

พลเอกเปรมได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2523 โดยมีพรรคร่วมรัฐบาลประกอบด้วยพรรคกิจสังคม พรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติประชาชน พรรคสยามประชาธิปไตย

นับแต่นั้น เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองขึ้นหลายอย่าง กระทั่งนำมาสู่รัฐบาลเปรมสมัยที่ 2 เปรม 3 เปรม 4 และเปรม 5 รวมถึงการปฏิเสธเก้าอี้นายกฯ สมัยที่ 6

 

สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งจะเป็นนายกฯคนต่อไปร่วมเฟรมด้วย
กับพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก (ขวาบน) พลเอกเปรม เยือนกรุงมอสโก สหภาพโซเวียตเพื่อเจรจากับกอร์บาชอฟ


ฝ่าวิกฤตการเงิน ปฏิวัติระบบราชการ

ตลอดระยะเวลายาวนานของการนั่งเก้าอี้นายกฯ รัฐบาลพลเอกเปรมต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง กระทั่งออกแถลงนโยบายแก้ไขปัญหา โดยร่วมกับภาครัฐและเอกชน เมื่อ พ.ศ.2525 สำหรับด้านการคลัง มีความพยายามดำเนินการด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างประหยัด เร่งรัดหน่วยราชการให้รัดเข็มขัด ใช้ภาษีประชาชนอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนเรื่องค่าเงินบาทมีการยืนยันที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า รัฐบาลของตนจะไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทอีก โดยก่อนหน้ามีการปรับลดค่าเงินบาท

ประเด็นการค้ากับนานาชาติ พลเอกเปรมประกาศเร่งรัดส่งออกสินค้าเกษตร ด้วยการปรับปรุงระบบการค้าให้เป็นไปอย่างเสรีและคล่องตัวยิ่งขึ้น มีความพยายามหาช่องทางขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมกับรัฐบาลดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกัน โดยใช้เงินกองทุนสงคราะห์การค้าต่างประเทศ และยังมีการจัดตั้งศูนย์บริการลงทุนเบ็ดเสร็จใน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำหรับกิจการที่ขอรับการส่งเสริม และในกรมโรงงานอุตสาหกรรมสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมทั่วไปโดยเร่งด่วน

 

พบโรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐ ณ ทำเนียบขาว เมื่อเดือนตุลาคม 2524
พลเอกเปรม เยือนกรุงมอสโก สหภาพโซเวียตเพื่อเจรจากับกอร์บาชอฟ


นอกจากนี้ พลเอกเปรมยังเห็นความสำคัญของการปฏิวัติระบบราชการ โดยมีวาทะลือลั่น ความตอนหนึ่งว่า

“สถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้นหรือเลวลง

การบริหารบ้านเมืองจะเป็นที่ชื่นชมหรือรังเกียจของประชาชน จึงขึ้นอยู่กับข้าราชการเป็นอันมาก

ถ้าข้าราชการทุกคนมีความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกในการรับใช้ส่วนรวม นึกถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และประเทศชาติเป็นสำคัญแล้ว ก็แน่ใจว่า สถานการณ์บ้านเมืองจะต้องดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในทางตรงกันข้าม หากข้าราชการคิดแต่เพียงทำแบบเช้าชาม เย็นชาม หรือที่ร้ายไปกว่านั้นคือทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง

ถ้าข้าราชการส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น ก็นับว่าเป็นกรรมของบ้านเมืองโดยแท้”

เป็นอมตะวาจาที่ใช้ได้กับทุกยุคสมัย แม้ประเทศไทยในวันนี้จะไม่มีป๋าเปรมในบ้านเลขที่ 279 สี่เสาเทเวศร์อีกต่อไป ส่วนการเมืองไทยหลังสิ้นบารมีป๋า ก็ยังเป็นเรื่องน่าติดตาม


 

ภาพและข้อมูลส่วนหนึ่งจาก

หนังสือ รัฐบุรุษชื่อเปรม พิมพ์ครั้งที่ 2 โดย สนพ.มติชน ตุลาคม 2549

หอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์

ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า