หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่ามีอำนาจในการคัดสรรรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่
ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ด้วยหลักการมารยาททางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ควรรอหลังการโหวตจากเพื่อนในรัฐสภาก่อน เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เข้าใจว่าท่านมีความมั่นใจที่จะเข้ามารับตำแหน่งในอนาคต คำพูดเหล่านี้น่าจะพูดภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว จากนั้นคือเรียกแกนนำหรือหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะร่วมรัฐบาลมาหารือกัน
เบื้องต้นทุกพรรคการเมืองต้องส่งบุคคลที่คิดว่าจะมีคุณภาพและดีมาอาสาทำหน้าที่รัฐมนตรี ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่มีสิทธิไปคัดเลือกหรือตัดใครออก และ พล.อ.ประยุทธ์ควรกลับไปศึกษาบทเรียนในประวัติศาสตร์สมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ
พล.อ.เปรมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าใครจะมาเป็นพรรคร่วม แต่หากรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลคนไหนมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตมิชอบ ท่านก็ให้ออก ปรับพ้น ครม.ได้ ดังนั้น จึงเห็นบทบาทการทำหน้าที่ที่เป็นไปตามอำนาจ ตามความชอบธรรมที่สามารถทำได้
กรณีนี้ต่างกัน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ได้มาด้วยวิธีการถูกต้องหรืออย่างชอบธรรม ไม่ควรออกตัวเร็วและแรงอย่างนี้ เพราะจะทำให้เกิดภาวะเสียดสีกันภายในว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล จนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อกัน และอาจเกิดแรงปะทะได้
กรณีที่นายกฯสามารถพูดแบบนี้ได้ก็ต้องเล่นกับกระแสได้ หมายความว่า พรรคการเมืองตัวเองต้องมีเสียงข้างมาก ตัวเองคัดเลือกได้ แต่ในเงื่อนไขที่เรารู้ว่าเป็นรัฐบาลผสมจึงทำไม่ได้
อย่าลืมว่ารัฐบาลที่เสียงข้างมากจะเอาใจประชาชนเป็นหลัก ภาพจะต้องออกมาเป็นที่ยอมรับ เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาหรือมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรอบนี้เรามีนักเลือกตั้งมาเยอะ ดังนั้น เงื่อนไขข้อจำกัดสามารถทำได้ในอำนาจที่ตัวเองพึงมี เช่น สามารถล็อกสเปกกระทรวงที่ตัวเองต้องการได้ อาจนำคนนอกหรือผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับความเคารพ น่าเชื่อถือขึ้นมาได้
แต่กระทรวงอื่นๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลปรารถนา โดยมารยาทต้องมีความเคารพในเบื้องต้นว่า พรรคร่วมย่อมต้องส่งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ และมีความเหมาะสมเช่นเดียวกัน
เพราะเขาต้องขายภาพลักษณ์ชื่อเสียงพรรคตัวเองเช่นกัน อย่ามองว่าต้องเป็นภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่ต้องถอนทุนคืน มันจบแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในสถานะที่ทุกอย่างจะต้องพูดหลังจากการที่เพื่อนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อท่านแล้วโหวตท่าน โดยมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ แบบนั้นจะเหมาะสมกว่า
หน้าที่ตรงนี้ควรเป็นของนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หรือนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ มากกว่า จุดนี้เองที่ทำให้เห็นปัญหาว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงบ่อยๆ อาจทำให้พรรคร่วมหรือเพื่อนนักการเมืองเกิดความไม่สบายใจ
และสะท้อนว่าการเมืองไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐขาดแคลนผู้มีบารมี หรือผู้จัดการรัฐบาลที่มีบารมีทางการเมือง จึงทำให้เกิดความรู้สึกอึมครึมเช่นนี้ออกมา
ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

โดยหลักการของทุกประเทศที่เป็นระบบรัฐสภาคือ การรวมพรรคที่เป็นรัฐบาลผสมขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละพรรคว่าสามารถร่วมรัฐบาลกันได้ รวมทั้งแบ่งความรับผิดชอบแต่ละกระทรวงตามความถนัดและนโยบายของแต่ละพรรค
แต่จะมีอีกระดับหนึ่งคือ เรื่องการจัดตั้งหรือตัวบุคคลต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องเชิงเทคนิค และเป็นการตกลงกันเองภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งหลายๆ ครั้งไม่จำเป็นต้องออกมาสู่สาธารณะ เพราะไอเดียในการจัดตั้งรัฐบาล ควรตั้งให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณะได้
ดังนั้นความต้องการเห็นโฉมหน้ารัฐบาลก่อนแสดงให้เห็นว่าการตกลงของแต่ละพรรคไม่ลงตัว ทำให้โฉมหน้าของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกลายเป็นปัญหาได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ออกมากล่าวในลักษณะนี้ต้องมอง 2 แง่ 1.ถ้ามองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอาจเกิดความไม่พอใจได้ เพราะดีลบางเรื่องควรพูดกันภายใน 2.ในแง่ของสาธารณะ สามารถแบ่งได้อีก 2 ประเด็นคือ 1.เราจะเห็นได้เลยว่า รัฐบาลในอนาคตจะมีเสถียรภาพหรือไม่ 2.สาธารณะจะได้รับประโยชน์ เพราะเมื่อเห็นโฉมหน้ารัฐมนตรีซึ่งจะเกิดจากผู้มีความรู้ ความสามารถ หรือจะมาจากการเจรจาต่อรองของกลุ่มก๊วนที่มีผลประโยชน์เท่านั้น
แต่ด้วยระบบรัฐสภาเอง ย่อมทำให้เห็นถึงการตรวจสอบได้ แต่การจะเสียหรือไม่เสียมารยาทของระบบรัฐสภา ถ้าสามารถทำให้เกิดการตรวจสอบได้ก็โอเค ซึ่งบางเรื่องก็เป็นการเสียมารยาทภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง
ดังนั้น การจะทำให้สาธารณะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าเขาคุยอะไรกัน
การจัดตั้ง ครม.หรือรัฐบาลก็ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือ 1.รัฐบาลสามารถนำการเมืองไทยออกจากวังวนแห่งความขัดแย้งได้หรือไม่ 2.เมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว นโยบายต่างๆ สามารถผลักออกไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน
และ 3.กรุณาเกรงใจประชาชนผู้เสียภาษีด้วย เพราะเงินเหล่านั้นใช้ไปในการจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังเสียให้กับ ส.ส. ส.ว. รวมทั้งค่าใช้จ่ายในรูปแบบอื่นๆ ที่เราต้องให้ไปกับรัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้
ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารก็มีสิทธิที่จะคัดสรรคนที่จะเข้าไปนั่งในทีมของตัวเองเป็นธรรมชาติของระบบการเมือง แต่อีกด้านก็สะท้อนการเมืองในยุคปี 2520
คือการมีนายกฯที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง เป็นสภาวะที่อีหลักอีเหลื่อในการบริหาร ซึ่งต้องอ้างถึงยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ยิงยาวถึง 8 ปี รัฐบาลสมัยนั้นไม่มีพรรคเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา จึงเป็นรัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค
ผลคือมีโควต้าแต่ละพรรคที่แสดงตนออกมาว่าใครจะมานั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหน อาจกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารที่เลือกคนมาทำงานไม่ได้ ปัญหาคือนายกฯจะคุมได้หรือไม่ จากระบอบการเมืองที่ท่านมีส่วนออกแบบให้ต้องเจอกับภาวะรัฐบาลผสม
ที่ผ่านมาเราไม่ยอมรับความจริงว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้จะเป็นรัฐบาลที่กลับไปสู่บรรยากาศยุค 2520 คือบรรยากาศของมุ้ง ของระบบโควต้า ซึ่งกลายเป็นว่าแต่ละพรรคก็พยายามจะขอยื่นโควต้าของตนเองเนื่องจากกรอบกติกามาเช่นนี้
สิ่งที่ชัดเจนมากกว่านั้นคือพรรคพลังประชารัฐที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ได้มีเสียงข้างมากเด็ดขาด ฉะนั้น อำนาจการต่อรองของพรรคพลังประชารัฐก็อาจจะตกลงมากว่านี้อีกเมื่อถึงคราวโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
ในเรื่องเงื่อนไขขอแก้รัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ผมมองว่าเป็นการพูดเอาหล่อ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริงก็ควรประกาศด้วยว่าจะแก้มาตราไหนอย่างไร
แต่การที่บอกว่านี่คือส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็คิดว่าเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยเชื่อมโยงเท่าไหร่นัก
ส่วนการที่พรรคพลังประชารัฐจะให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้ตัดสินว่าจะให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลับมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เช่นเดิมหรือไม่ มองว่าเป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ที่จะตัดสินใจ
แต่ถ้าถามว่าที่ผ่านมาบทบาทของ พล.อ.ประวิตรเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนหรือไม่ ก็น่าจะประเมินได้ ถึงที่สุดแล้ว พล.อ.ประวิตรไม่ได้รับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเหมือนอย่างเดิม แต่จะต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร
ผลก็คือเมื่อเกิดกระบวนการไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ประวิตรไม่เพียงแต่จะต้องรับผิดชอบ หัวหน้ารัฐบาลก็อาจจะต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งจะเป็นการเปิดแผลและเปิดเป้านิ่ง
เพราะสมัยก่อนไม่มีสภาผู้แทนราษฎร สามารถพูดหรือทำอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้มีสภาผู้แทนราษฎร และ มี ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่อยากจะเข้าไปตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นข้อดีและเห็นด้วยเพราะทุกอย่างจะได้อยู่บนดิน
ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เชื่อว่ายากที่จะสามารถควบคุมสภาได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยอยู่ในการเมืองที่ต้องมีการประนีประนอม และสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำก็เกินสัญญาที่ให้ไว้เมื่อ 5 ปีก่อนแล้ว
ทั้งการสร้างกติกาที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎรก็ยังเกิดความไม่แน่นอนอยู่ เห็นได้จากการที่ประกาศรายชื่อ ส.ส.ได้เพียง 3 วัน ก็มี ส.ส.ต้องออกจากสภา
ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน เมื่อเอาระบบการเมืองเช่นนี้เข้ามาก็ถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร
ซึ่งไม่ง่ายถ้าคะแนนยังปริ่มน้ำเช่นนี้ ต้องห้ามป่วย ห้ามลา ห้ามเข้าห้องน้ำ และต้องเผชิญสภาวะที่ต้องกำกับและควบคุม ส.ส. ซึ่งอาจจะคุมไม่ได้ เนื่องจากเพียงแค่ส่งขันหมากไปสู่ขอพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีคนออกมาถือป้ายไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์
ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายมิติโดยที่ตัวเองไม่มีอำนาจ ม.44 อยู่ในมือเหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์สร้างเอง
หากจะเป็นสวรรค์ก็เป็นสวรรค์ที่ พล.อ.ประยุทธ์สร้างขึ้นมา หรือถ้าจะเป็นนรก ก็เป็นนรกที่ พล.อ.ประยุทธ์สร้างขึ้นมา มีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบอย่างมีนัยสำคัญ ขอเอาใจช่วย
อุตตม สาวนายน
หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

กรณี พล.อ.ประยุทธ์จะพิจารณารายชื่อรัฐมนตรีด้วยตัวเองนั้น การดำเนินการต่างๆ เป็นเรื่องของพรรค ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนตำแหน่งในรัฐบาลใหม่ พรรคจะเป็นผู้ดำเนินการ วันนี้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่พูดคุยกัน แต่เมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกฯมีอำนาจทางกฎหมาย ที่จะพิจารณาจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เชื่อว่าประเด็นนี้จะไม่ทำให้พรรคร่วมไม่สบายใจ เพราะคนเป็นนายกฯ มีหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล อยู่แล้ว
ที่ผ่านมานายกฯไม่เคยมายุ่งกับเรื่องนี้เลย อย่าเอานายกฯมายุ่งเรื่องนี้เลย อันนี้เป็นเรื่องของพรรค ส่วนการประชุมสภาโหวตเลือกนายกฯเป็นอย่างไร เดี๋ยวไปดูว่าผลเป็นอย่างไร หลังจากนั้นบอกไว้แล้วว่านายกฯ มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างไรที่จะทำให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาล ต้องเอาตามนั้น
ชำนาญ จันทร์เรือง
รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้ารัฐบาล ย่อมมีสิทธิขอดูรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แต่จริงๆ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรเสนอตัวมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรก เพราะได้อำนาจมาจากการรัฐประหารและเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อหมดภารกิจหน้าที่แล้วก็ควรถอยออกไป เพื่อให้คนอื่นๆ ได้เดินไปตามระบบ เพราะการเป็นกรรมการแต่มาชกเอง มันไม่สวยอยู่แล้ว
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์มีความแตกต่างจากคนอื่น เช่น แตกต่างจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะ พล.อ.เปรมไม่สังกัดพรรคการเมือง ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นการก้าวก่ายพรรคร่วมรัฐบาลก็คงไม่ได้ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลก็เล่นเกมการเมือง คือได้คืบจะเอาศอก และคงต่อรองอย่างเต็มที่เพื่อจะเอาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เรื่องพวกนี้เป็นผลประโยชน์ในการเจรจาที่ต้อง win-win ทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ไม่ใช่ Zero-sum game ที่แต่ละฝ่ายได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน หรือบางฝ่ายอาจไม่ได้อะไรเลย ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในการโหวตประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จนถึงนาทีสุดท้ายก็ยังเจรจาตกลงกันไม่ได้
ดังนั้น จึงเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาเลือกนายกฯ ก็คงไม่น่าจะเสร็จภายในวันเดียว เพราะคงมีการท้วงติงเรื่องต่างๆ เช่น คุณสมบัติ ความชอบธรรม หลักการทางกฎหมาย แล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะมีความอดทนได้ขนาดไหน เพราะผู้ที่ถูกเสนอชื่อก็ต้องนั่งฟัง
การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ และการเจรจาต่อรอง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่จะนอนมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ใครจะรู้ เผลอๆ อาจไม่ได้เป็นนายกฯก็ได้ เพราะจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้เสียงจาก 250 ส.ว.ครบทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังมีนายกฯก๊อก 2 รออยู่ หากโหวตเท่าไหร่ก็ไม่มีใครได้เสียงถึง 376 โอกาสที่จะไปถึงการใช้มาตรา 272 ในรัฐธรรมนูญ 2560 ยังเป็นไปได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากภาคธุรกิจและการลงทุนส่งเสียงมาดังๆ ว่าไม่ไหวแล้ว ด้วยเหตุนี้ เชื่อว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยังมีสิทธิเป็นนายกฯ

