ขณะที่การจับขั้วของพรรคการเมืองใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาลกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ล่าสุดได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มอีก 1 เก้าอี้ ทำให้มี ส.ส.เพิ่มรวมเป็น 116 คน ได้เดินทางไปส่งเทียบเชิญถึงที่ทำการของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และภูมิใจไทย (ภท.) เป็นที่เรียบร้อย เพื่อดึงมาร่วมตั้งรัฐบาล ขณะที่ขั้วของพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังคงเกาะกุมกันรวม 7 พรรคอย่างเหนียวแน่น หวังว่าจะมีใคร “กลับลำ” มาร่วมด้วย
ดังนั้น ช่วงที่คลุกฝุ่นกันอยู่นี้ในเรื่องโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีที่ยังจัดสรรไม่ลงตัว ที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากในการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งกระทรวงสำคัญ เนื่องด้วยนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคที่ผ่านมา ต่างจุดประเด็นการนำเสนอเรื่อง “ปากท้อง” เป็นหลัก ทั้งการดูแลกันตั้งแต่เกิดจนตาย และการแก้ปัญหาพืชเกษตรที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เป็นต้น จะเกี่ยวข้องอยู่ในความรับผิดชอบหลักๆ เชื่อมโยงกัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง หรือแม้แต่กระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลรับผิดชอบน้ำยากัญชาเพื่อการรักษาผู้ป่วย ที่ประชาชนทั่วประเทศให้ความสนใจในเวลานี้ เป็นต้น
โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯดูจะหอมหวนกว่าเพื่อน ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้ากระทรวง เพราะเกษตรกรมีจำนวนกว่า 7 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ จะเกี่ยวข้องและต้องพึ่งพานโยบายกับกระทรวงนี้มากกว่ากระทรวงอื่น นโยบายที่ทำลงไปจะเห็นผลเร็วและรู้ได้ว่า “จุดติด” หรือไม่ ทำให้เกิดกระแสข่าวว่า ข้อเสนอของ พปชร.ที่เดิมยกกระทรวงนี้ให้กับ ปชป.ไปตอนแรก กำลังจะถูกดึงกลับคืน หลัง “มุ้งสามมิตร” ในกลุ่ม พปชร.ต้องการดูแลกระทรวงนี้ด้วยตัวเอง
ที่น่าสนใจ ผลจากการนำเสนอนโยบายที่หวังจะได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.62 ปรากฏให้เห็นแล้วว่า ส่วนหนึ่งได้ส่งอิทธิพลต่อการที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิกันถล่มทลาย 38 ล้านคน คิดเป็น 74.69 เปอร์เซ็นต์ จากผู้มีสิทธิกว่า 50 ล้านคน
“มติชน” ขอนำมาเปิดเผยกันอีกครั้งว่าช่วงก่อนวันเลือกตั้งดังกล่าว ในส่วนของพรรคที่ยืนอยู่ขั้ว พปชร.กำลังจะตั้งรัฐบาล ต่างชูขายนโยบายอะไรกันไว้บ้าง หวังว่าเมื่อมีโอกาสบริหารกระทรวงหลักๆ เหล่านี้ ยังคงไม่ลืมสิ่งที่ลั่นวาจาปากกันไว้
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดนโยบาย “มารดาประชารัฐ” จะดูแลตั้งแต่คุณแม่ฝากครรภ์ เดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท ตามด้วยค่าคลอด 10,000 บาท จะช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูเด็กอีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ปี รวมสูงสุด 144,000 บาท รวมแล้วตั้งแต่ตั้งครรภ์จนเติบโตอายุถึง 6 ขวบ จะเป็นเงิน 181,000 บาทต่อเด็ก 1 คน
พปชร.ยังใช้สโลแกนนโยบายนำเสนอว่า “ข้าวได้ราคา ชาวนาได้เงินเพิ่ม” หากเป็นรัฐบาลจะช่วยค่าเก็บเกี่ยวข้าว จากเดิม 12 ไร่เป็น 20 ไร่ และเพิ่มจาก ไร่ละ 1,500 บาท เป็น 2,000 บาท เกี่ยวปุ๊บรับเงินแล้ว 40,000 บาทต่อครัวเรือน และยังให้ค่าเก็บเพิ่มอีก 30,000 บาท รวมเป็น 70,000 บาท รวมทั้งให้ได้สิทธิประโยชน์ในการจำนำยุ้งฉาง
ที่ต้องเน้นและขีดเส้นใต้ไว้คือการเพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวัน ผู้ที่จบอาชีวศึกษา ต้องได้รับเงินเดือน 18,000 บาท ส่วนปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือน และมาตรการลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับมนุษย์เงินเดือน ส่วนภาพรวม จะสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และวางแผนเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เวลานั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค หนักแน่นกับนโยบายประกันรายได้พืชผล ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด เชื่อว่าเป็นนโยบายที่ไม่มีการทุจริต โดย กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลังของ ปชป. อธิบายไว้ว่า ถ้า ปชป.เป็นรัฐบาล จะประกันรายได้พืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าวหอมมะลิเกวียนละ 15,000 บาท ข้าวขาว 10,000 บาท ข้าวเหนียว 11,000 บาท มันสำปะหลังกิโลละ 2 บาท ข้าวโพดกิโลละ 7 บาท ยางพารากิโลละ 60 บาท ปาล์มกิโลละ 4 บาท ยืนยันว่าไม่ใช่ราคาที่สูงที่สุดแต่เป็นราคาประกันที่ไม่ควรต่ำกว่านี้
ปชป.ยังนำเสนอนโยบาย “เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน” ที่มีแกนนำโวยวายว่านโยบาย “มารดาประชารัฐ” ลอกเลียนมาหรือเปล่า จะเริ่มจ่ายอุดหนุนหลังคลอด เดือนแรกให้ 5,000 บาท จากนั้นให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 8 ปี โดยรูปแบบนโยบาย “เกิดปั๊บรับสิทธิแสน” เป็น 1 ใน 10 ข้อหลักของนโยบายการการศึกษาที่ ปชป.ทำไว้
ด้านนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ทำให้มีคะแนนเสียงไหลมาเทมาจนพรรคใหญ่ชวนมาผสมพันธุ์ตั้งรัฐบาลด้วย ที่โดดเด่นและถือว่าโดนใจประชาชนอย่างแรง คือ เสนอให้ปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้น
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท. เคยกล่าวที่มาของนโยบายนี้ว่า นำต้นแบบจากการศึกษาวิจัยที่ประสบความสำเร็จที่สุดมาจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ไฟเขียวให้ประชาชนใช้กัญชาทำยารักษาโรค ทำเชิงพาณิชย์ และให้ทุกครอบครัวปลูกกัญชาได้อย่างเสรี บ้านละ 6 ต้น คิดค่าปลูกบ้านละ 1 เหรียญดอลลาร์
ภท.จึงเสนอขายนโยบายนี้มุ่งแก้ปัญหา “ความยากจน” และจะเป็น “พืชเศรษฐกิจ” อีกตัวประชาชนสามารถเข้าถึงกัญชาได้อย่างเสรี ปลูกได้บ้านละ 6 ต้น
ประเมินว่าจะมีรายได้ต่อครัวเรือนปีละ 4.2 แสนบาท
เป็นการปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือนก่อน หากเหลือก็ขายให้รัฐไป พร้อมทั้งจัดโซนนิ่ง เอกชนหรือบริษัทที่จะเข้ามาซื้อต้องซื้อผ่านรัฐเท่านั้น
ภท.ยังเสนอนโยบายข้าวระบบ “กำไรแบ่งปัน” ที่ทำมาแล้ว 35 ปี กับอ้อยและน้ำตาลทราย แบ่งกำไรร้อยละ 70 ให้ชาวไร่ และโรงงานน้ำตาลร้อยละ 30 พร้อมยกตัวอย่าง ปี 2561 รัฐบาลประกาศราคาข้าวหอมมะลิขั้นต้นที่ 15,000 บาท/ตัน ระบบกำไรแบ่งปันจะทำให้ชาวนาได้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงสี และผู้ส่งออกเป็นเงินประมาณ 1,000-1,500 บาท/ตัน รวมชาวนาอาจได้เงินสูงสุด 16,500 บาท/ตัน
ด้วยความที่ขั้วพรรคการเมืองกำลังเร่งตั้งรัฐบาล แต่ถูกฟันธงว่าจะได้รัฐบาล “เสียงปริ่มน้ำ” ขาดเสถียรภาพการทำงาน และยังมี “งูเห่า” เกิดขึ้นให้เห็นตั้งแต่วันโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนฯ
จึงถูกมองว่ารัฐบาลใหม่ไม่น่าจะบริหารประเทศได้นาน
แต่ในเมื่อประชาชนตั้งใจลงคะแนนให้ สุดท้ายใครที่มาดูแลกระทรวงสำคัญเหล่านี้ คงต้องมุ่งสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด
อย่าให้ถูกมองว่าสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้เป็นเรื่องรักษาผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่า

