นิวส์รูมวิเคราะห์ : พปชร.เสียท่า ชิงจบเกมตั้งรัฐบาล ปิดจ๊อบต่อรอง

1.06.19 | 15:16 น.

ช่วงหาเสียงการเลือกตั้ง จะเห็นการขับเคี่ยวของนักการเมืองและพรรคการเมือง เพื่อหวังเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง

หลังเลือกตั้งที่รู้ผลแพ้ชนะแล้ว ก็จะเห็นลีลาการต่อสู้ของพรรคการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง

เป็นการช่วงชิงกันเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

มีการทาบทาม ล็อบบี้ เสนอผลประโยชน์ ต่อรอง ปล่อยข่าว สร้างกระแสกดดัน และอื่นๆ อีกสารพัด เพื่อจับมือกันตั้งรัฐบาล

โดยทั้้งสองช่วงเวลานี้ จะเห็นนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เก๋าเกม หรือมีความเขี้ยว ขณะเดียวกันจะเห็นความละอ่อนทางการเมืองเช่นกัน

Advertisement

คนที่รู้ไม่เท่าทันและชิงไหวชิงพริบไม่เป็น ก็จะเสีย“ค่าโง่”ทางการเมือง

ซึ่งโดยปกติของเกมการเมือง คนที่มีอำนาจสูงกว่า มักจะได้เปรียบ

แต่บางครั้งก็อาจจะเสียท่าให้กับคนมีอำนาจในการต่อรองสูงกว่า

ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ การเมือง 2 ขั้วเสียงปริ่มน้ำ ทำให้อำนาจในการ”ต่อรอง”มีพลังมากกว่า“อำนาจ”

“งูเห่า” ก็เป็นหนึ่งในการเจรจาต่อรอง โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เกิดขึ้นแล้วในการเลือกประธานสภาฯ ที่“ชวน หลีกภัย” ได้รับเลือก

และการที่ “ชวน หลีกภัย” ได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ ก็มองว่า เกิดจากการเจรจาต่อรอง

เพราะโดยปกติแล้ว พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะส่งของพรรคมานั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อคุมเกมการเมืองในสภา

จะบอกว่า พรรคพลังประชารัฐใจถึง และซื้อใจพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อตอบรับร่วมรัฐบาลก็มองได้

แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ปฏิเสธแล้วว่า เก้าอี้ประธานสภาไม่ใช่โควต้า ไม่เกี่ยวกับการร่วมรัฐบาลเพื่อโหวตเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

เก้าอี้รัฐมนตรีก็ยังไม่ชัวร์ว่า พรรคไหนจะคุมกระทรวงไหน เพราะยังมีข่าวต่อรองกันวุ่น

ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคภูมิใจไทย พลังการต่อรองก็ยิ่งสูง

เซียนการเมืองยังงงกันเป็นแถว ที่พรรคพลังประชารัฐอ้าแขนรับ 11 พรรคเล็ก ก่อนที่จะยกทีมไปเชิญพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา เข้าร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์กันว่า เหมือนไม่ให้เกียรติกัน

ขณะที่ภายในพรรคพลังประชารัฐเอง ก็มีกระแสการต่อรองเช่นกัน ทำให้พรรคพลังประชารัฐเผชิญปัญหาทั้งภายในและภายนอก

พรรคพลังประชารัฐจึงตกเป็นรองในเกมการเมือง แต่จำเป็นต้องเล่นต่อ เพราะหลังพิงฝาแล้ว

จึงต้องใช้การโหวตเลือกนายกฯ มาปิดเกม เพื่อหยุดการต่อรองไว้ชั่วคราว