ช่วงหาเสียงการเลือกตั้ง จะเห็นการขับเคี่ยวของนักการเมืองและพรรคการเมือง เพื่อหวังเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง
หลังเลือกตั้งที่รู้ผลแพ้ชนะแล้ว ก็จะเห็นลีลาการต่อสู้ของพรรคการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง
เป็นการช่วงชิงกันเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
มีการทาบทาม ล็อบบี้ เสนอผลประโยชน์ ต่อรอง ปล่อยข่าว สร้างกระแสกดดัน และอื่นๆ อีกสารพัด เพื่อจับมือกันตั้งรัฐบาล
โดยทั้้งสองช่วงเวลานี้ จะเห็นนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เก๋าเกม หรือมีความเขี้ยว ขณะเดียวกันจะเห็นความละอ่อนทางการเมืองเช่นกัน
คนที่รู้ไม่เท่าทันและชิงไหวชิงพริบไม่เป็น ก็จะเสีย“ค่าโง่”ทางการเมือง
ซึ่งโดยปกติของเกมการเมือง คนที่มีอำนาจสูงกว่า มักจะได้เปรียบ
แต่บางครั้งก็อาจจะเสียท่าให้กับคนมีอำนาจในการต่อรองสูงกว่า
ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ การเมือง 2 ขั้วเสียงปริ่มน้ำ ทำให้อำนาจในการ”ต่อรอง”มีพลังมากกว่า“อำนาจ”
“งูเห่า” ก็เป็นหนึ่งในการเจรจาต่อรอง โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เกิดขึ้นแล้วในการเลือกประธานสภาฯ ที่“ชวน หลีกภัย” ได้รับเลือก
และการที่ “ชวน หลีกภัย” ได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ ก็มองว่า เกิดจากการเจรจาต่อรอง
เพราะโดยปกติแล้ว พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะส่งของพรรคมานั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อคุมเกมการเมืองในสภา
จะบอกว่า พรรคพลังประชารัฐใจถึง และซื้อใจพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อตอบรับร่วมรัฐบาลก็มองได้
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ปฏิเสธแล้วว่า เก้าอี้ประธานสภาไม่ใช่โควต้า ไม่เกี่ยวกับการร่วมรัฐบาลเพื่อโหวตเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ
เก้าอี้รัฐมนตรีก็ยังไม่ชัวร์ว่า พรรคไหนจะคุมกระทรวงไหน เพราะยังมีข่าวต่อรองกันวุ่น
ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคภูมิใจไทย พลังการต่อรองก็ยิ่งสูง
เซียนการเมืองยังงงกันเป็นแถว ที่พรรคพลังประชารัฐอ้าแขนรับ 11 พรรคเล็ก ก่อนที่จะยกทีมไปเชิญพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา เข้าร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์กันว่า เหมือนไม่ให้เกียรติกัน
ขณะที่ภายในพรรคพลังประชารัฐเอง ก็มีกระแสการต่อรองเช่นกัน ทำให้พรรคพลังประชารัฐเผชิญปัญหาทั้งภายในและภายนอก
พรรคพลังประชารัฐจึงตกเป็นรองในเกมการเมือง แต่จำเป็นต้องเล่นต่อ เพราะหลังพิงฝาแล้ว
จึงต้องใช้การโหวตเลือกนายกฯ มาปิดเกม เพื่อหยุดการต่อรองไว้ชั่วคราว

