น.2รายงาน : นักวิชาการมองต่างมุม อภิปรายคุณสมบัติ‘บิ๊กตู่’ ก่อนโหวตเลือกนายกฯ

4.06.19 | 13:13 น.
แฟ้มภาพ

หมายเหตุความเห็นจากนักวิชาการกรณีที่จะมีการอภิปรายคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก่อนให้สมาชิกรัฐสภาโหวตเลือก ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

ขั้นตอนปกติคือการเสนอชื่อในที่ประชุมแล้วโหวตกันเลย สำหรับคุณสมบัติ ในประเด็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งยังไม่มีการตีความอย่างชัดเจนนั้น ถ้าไม่จบที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องไปถึงศาล กระบวนการก็ต้องเดินไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจใช้เวลานาน ไม่แน่ใจว่าจะเร็วหรือช้า แต่ต้องให้ไปถึงที่สุดจึงจะตีความ อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องที่ซีเรียส กกต.ก็คงไม่ช้า แต่เข้าใจว่าคงไม่ซีเรียส

ส่วนประเด็นต้องห้ามในมาตรา 160 คงผ่านไปแล้ว ไม่เช่นนั้นการที่พรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็คงทำไม่ได้ตั้งแต่ต้น หากไปนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาอีก ก็จะเป็นการย้อนกลับไปว่า กกต.รับได้อย่างไร เหมือนกรณีที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งเสนอชื่อบุคคลที่รัฐธรรมนูญไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมือง ถ้ามีจะเป็นกระบวนการทำนองนั้น แต่ในเมื่อผ่านขั้นตอนนั้นไปแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นอีก หากจะเป็นประเด็นคงเป็นไปแล้ว

Advertisement

ตอนนี้ต้องยอมรับว่าใกล้ถึงวันเลือกนายกฯ ก็จะมีผู้ที่พยายามยกหรืออ้างข้อโต้แย้งขึ้นมาเยอะ เป็นลูกเล่นทางการเมือง การที่มีคนส่งเสียงขึ้นมา เป็นเรื่องดีที่สื่อทำหน้าที่กระบอกเสียง สะท้อนความเห็นของผู้เห็นต่าง แต่ขอให้มีสตินิดหนึ่ง ถ้าเอียงมากๆ สื่อจะดูไม่ดี

เมื่อมีการเลือกนายกฯแล้ว ก็ต้องยอมรับ บอกตรงๆ ว่าให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะหลังจากนี้จะมีเรื่องปวดหัวที่สุด การตั้งคณะรัฐมนตรีจะตั้งได้หรือไม่ได้ เมื่อตั้งได้แล้วจะบริหารอย่างไร

ส่วนเรื่องที่มีผู้เรียกร้องให้แสดงวิสัยทัศน์ ก่อนโหวตนายกฯ ไม่เคยมีประเพณีดังกล่าว ถ้าให้แสดงวิสัยทัศน์น่าจะเป็นขั้นตอนเสนอแคนดิเดต สำหรับในต่างประเทศก็ไม่ทำกัน ถ้ามีคือตอนหาเสียงมากกว่า

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

เป็นเรื่องที่ดีหากมีการอภิปรายคุณสมบัติก่อนโหวตเลือกนายกฯ และให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดธรรมาภิบาลทางการเมืองแล้ว อีกนัยหนึ่งก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะแคนดิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ ได้เคลียร์ตัวเองถึงประเด็นคุณสมบัติที่มีการตั้งคำถามตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งว่าท่านเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่

หากยังไม่มีความชัดเจน เมื่อโหวตนายกฯ แล้ววันหนึ่งมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องนี้จะทำให้ถูกตั้งคำถามเรื่องความเชื่อมั่นอีกครั้ง ดังนั้น ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งถ้ามีการอภิปรายและตอบคำถามทั้งในเชิงข้อกฎหมายให้เรียบร้อยน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

เมื่อพิจารณาเชิงข้อกฎหมายแล้ว อาจถือว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เพราะมีกระบวนการของการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะอยู่ในฐานะหัวหน้า คสช.ซึ่งมีอำนาจสูงสุดก็ตาม แต่ในสภาพความเป็นจริงก็ต้องพิจารณาว่า คสช.ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ปี 2560 ได้ประกาศใช้ ก็ยังรับรองสถานะของหัวหน้า คสช.ต่อมาจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 จึงตีความเป็นอย่างอื่นได้ยากว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ส่วนการอ้างว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก็คิดว่าสิ้นสุดลงตั้งแต่ประกาศรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว ดังนั้น จึงต้องมีการอภิปรายเพื่อทำให้ประเด็นเหล่านี้ชัดเจน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์มีความเห็นว่าตนไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ก็จะได้เอาประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงมาตอบต่อสมาชิกรัฐสภาก่อนที่จะโหวตเลือกนายกฯ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลทางการเมือง และเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไปในอนาคตด้วย

ครั้งนี้ถือว่าเป็นงานที่หนักสำหรับผู้ที่ต้องการจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพราะ 1.มีข้อกำหนดตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ที่พรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นแคนดิเดตนายกฯของแต่ละพรรค ซึ่งในอดีตไม่มีมาตรการนี้ 2.เมื่อผ่านกระบวนการของการเลือกตั้งมาแล้ว ต้องใช้เสียงโหวตค่อนข้างมาก ทั้งจาก ส.ส. และ ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 376 เสียง จาก 750 เสียง และ 3.บรรดาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเพิ่มขึ้นจากอดีตในหลายประเด็น ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

ครั้งนี้ ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องการห้ามถือครองหุ้นสื่อหรือกิจการที่เป็นหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติ ส.ส. และเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติของนายกฯ และของรัฐมนตรีด้วย เนื่องจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามบางส่วนต้องเอาของ ส.ส.มาใช้ ดังนั้น เท่ากับว่าบรรดาข้อกำหนดทางกฎหมายก็ดี หรือเรื่องประเด็นทางการเมืองค่อนข้างเป็นงานหนักมากสำหรับคนที่จะมาเป็นนายกฯตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

หากยึดหลักจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สมาชิกรัฐสภาสามารถที่จะอภิปรายก่อนเลือกนายกฯได้ เพื่อชี้ให้เห็นคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงแม้จะต้องใช้เวลาเป็นวันในการโหวต แต่ถ้านายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานรัฐสภา อนุญาตให้สมาชิกอภิปรายในเรื่องนี้ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะอย่างน้อยทำให้ตัวแทนประชาชนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นถึงลักษณะการทับซ้อน หรือผลประโยชน์ที่เอื้อกันของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะมาเป็นนายกฯ กับคนที่เป็นรัฐมนตรีคนก่อนว่ามีลักษณะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช.แต่เป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ถือเป็นเรื่องใหญ่และอาจเป็นปัญหา เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข้อถกเถียงกันมากในประเด็นนี้ ตั้งแต่การเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่

ดังนั้น กกต.ต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ก่อน โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ที่เกี่ยวข้องตีความ และชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นประชากรของรัฐหรือไม่ อย่างไร ก่อนที่จะให้กระบวนการเลยมาถึงจุดนี้

จึงมองว่านี่คือความบกพร่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรืออาจเป็นเจตนาที่จงใจจะไม่พิจารณา เพราะรู้ว่ากระบวนการทั้งหมดของรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลัง ปี 2557 เป็นกระบวนการที่ถูกวางเอาไว้อย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดการสืบทอดอำนาจ สุดท้ายแล้วประเด็นเหล่านี้จะกลับมาสู่จุดเดิมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรของรัฐ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน

ส่วนเรื่องที่มีเรื่องการร้องเรียนกันอยู่ว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้าข่ายครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ เพราะถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ แต่หลายครั้งในการที่จะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องของแกนนำและผู้บริหารพรรค แต่ก็มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะว่า พล.อ.ประยุทธ์ขอจัดโผ ครม.เอง

เรื่องนี้สามารถดูได้หลายข้อ ทั้งการเป็นบุคลากรของรัฐ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งการครอบงำพรรคหรือไม่ หากยังขึงขังและไปต่อเช่นนี้ ก็อาจเกิดวิกฤตทั้งระบบ ทั้งวิกฤตความศรัทธาต่อการเมือง ต่อรัฐบาล และต่อสถาบันตุลาการด้วย

เป็นเรื่องยากในการได้มาซึ่งนายกฯ เพราะเป็นผลมาจากการวางธงไว้เช่นนี้ตั้งแต่ต้น จึงเกิดความยากลำบาก แม้ว่าการร่างกฎหมายฉบับนี้เหมือนจะเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ปรากฏว่าการร่างในแต่ละมาตรามีลักษณะที่ขัดกันเป็นจำนวนมาก

บวกกับผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามที่พรรคพลังประชารัฐคาดหวังว่าจะชนะถล่มทลายจนทำให้พรรคฝ่ายค้านไม่มีพื้นที่ยืนในสภา แต่กลับตรงกันข้าม คู่ขัดแย้งทางการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐกลับมีที่นั่งรวมกันแล้วอาจจะมากกว่า จึงเกิดปัญหาใน 2 เรื่อง คือ 1.ปัญหาทางการเมืองในสภา และ 2.ปัญหาเชิงหลักการระหว่าง คสช.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้สร้างสถาบันทางการเมือง หรือรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะรองรับการสืบทอดอำนาจ แต่กลับมีความย้อนแย้งในตัว

ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเกิดความสับสน และทำให้หลักการทางรัฐศาสตร์บิดเบือนไปอย่างมาก เช่น ข้อเสนอ ส.ว.ที่พยายามจะช่วยให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นได้ โดยเอาเสียง ส.ว.เข้ามาเสริม ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้ แต่อย่าลืมว่าใครเป็นผู้ร่าง และร่างเพื่อใคร คิดว่าสังคมไทยรู้ดี

ดังนั้น การตีความกฎหมายในลักษณะนี้จะเป็นการทำลายหลักการทางรัฐศาสตร์ และทำลายหลักการในระบบรัฐสภา และผู้ใหญ่ หรือ ส.ว.เองกำลังทำลายหลักการสถาบันการปกครอง และหลักนิติบัญญัติ ซึ่งจะกระทบต่อการเรียนการสอนรัฐศาสตร์ทั้งระบบ