พลันที่พรรคพลังประชารัฐตัดสินใจจะแถลงร่วมกับพรรคพันธมิตร อันประกอบด้วย พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคปฏิรูปประเทศไทย
ก็เด่นชัดยิ่งว่าพรรคพลังประชารัฐมีเป้าหมายจะเป็นรัฐบาล เสียงข้างน้อย
โดยร่วมกับ 250 ส.ว.อย่างเป็นด้านหลัก
เท่ากับเป็นการตัดพันธมิตรที่เคย “ดีล”ก่อนและหลังวันที่ 24 มีนาคม ออกไปโดยพื้นฐาน
เพราะภายใน 5 พรรคการเมืองนี้ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีพรรคภูมิใจไทยและไม่มีพรรคชาติไทยพัฒนา
นี่คือโฉมแห่งรัฐบาล”เสียงข้างน้อย”ในสภาผู้แทนราษฎร
แถลงล่าสุดและปฏิบัติการแถลงข่าวร่วมกับอีก 4 พรรคการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ ไม่เพียงแต่จะยืนยันว่าคำประกาศที่จะจัดตั้งรัฐบาล“เสียงข้างน้อย”มิได้เป็นเพียงคำขู่
ตรงกันข้าม พรรคพลังประชารัฐเอาจริงและนี่คือการชิงสร้าง แต้มต่อในอีกจังหวะก้าวหนึ่ง
เป็นการเดินตามรอยในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
พรรคพลังประชารัฐมาดหมายว่านับแต่วันที่ 5 มิถุนายนเป็นต้นไปเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายก รัฐมนตรีภาพใหม่ในทางการเมืองก็จะได้รับการสถาปนา
ครานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ในสถานะที่เป็นคนบริหารจัดการเหมือนกับที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปฏิบัติในเดือนมีนาคม 2523
เราอาจได้เห็นภาพพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ถูกเรียกเข้าทำเนียบรัฐบาลอย่างพับเพียบเรียบร้อย
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนด
ภายใน”จินตภาพ”ของพรรคพลังประชารัฐอาจเป็นไปเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงของการประชุมรัฐสภาในวันที่ 5 มิถุนายนอาจมิได้เป็นเช่นนั้นครบถ้วน
ด้วยพลานุภาพของ 250 ส.ว.นายกรัฐมนตรีเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่นอน
แต่กว่าจะได้ยกมือก็คงต้องผ่านขวากหนามเพราะประธานรัฐสภามิใช่ นายสุชาติ ตันเจริญ หากแต่เป็น นายชวน หลีกภัย

