โต้วาทะเผาบ้านเผาเมือง ส.ส.อนาคตใหม่ ยัวะ “ทนายเสรี” ตีกินคนอื่น อวย “บิ๊กตู่” ลั่น “ผมนิยมเผด็จการปชต.” ด้าน พท.-อนาคตใหม่ แพ็กแน่น หยุดสืบทอดอำนาจ หวั่นซ้ำรอย พฤษภา 35
เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. การอภิปรายวาระการเลือกนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมรัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ ใน 5 ประเด็น คือ 1. ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ 2.ขัดจริยธรรมเพราะคนที่จะเป็นนายกฯจะต้องไม่มีพฤติกรรมอื่นที่ฝ่าฝืน หรือขัดจริยธรรมร้ายแรง แต่5 ปีที่ผ่านมาปรากฏให้เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร เพราะพยายามที่จะสืบทอดอำนาจแล้วให้ตัวเองได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง โดยการออกแบบรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว 3.เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ไปกระทบกับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน 4. วิธีคิด การบริหารราชการโดยใช้ราชการเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีผลทำให้กระทบต่อบ้านเมือง หากมองไปข้างหน้าจะเข้าสู่ภาระรัฐล้มเหลว หากไม่เปลี่ยนแนวคิดถือว่า เป็นอันตรายมาก และ5 การขัดกันแห่งผลประโยชน์เช่นเรื่องการตั้งส.ว.เข้ามาเพื่อทำให้ตนเองกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง ดังนั้น ตนไม่สามารถที่จะรับพล.อ.ประยุทธ์ได้ หากประธานรัฐสภานำชื่อขึ้นทูลเกล้าจะรับผิดชอบอย่างไร
ด้าน นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เพราะพร้อมที่จะปฏิบัติงานได้ทันที ไม่ต้องแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการใหม่ เชื่อว่า เครื่องบินลำนี้สามารถพาคนไทย60 กว่าล้านคนไปสู่อนาคตได้ แล้วประชาธิปไตยก็จะตามมา เพราะหลายพรรคการเมืองต่างมีเงื่อนไขแล้วว่า ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเรามองแล้ว จึงตัดสินใจเอาประเทศชาติ ประชาชนมาอันดับหนึ่ง เอาประชาธิปไตยมาอันดับสองในการแก้ไขแล้วไปยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง ถ้าเป็นเช่นนี้ เชื่อว่า ประเทศชาติจะเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร ดังนั้นการเลือกพล.อ.ประยุทธ์แม้จะไม่สง่างาม แต่ทำให้ประเทศชาติเดินไปได้อย่างทันที
ด้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขึ้นอภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจเข้าข่ายขัดคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะข้อ 5 ที่ระบุว่าต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะมีพฤติกรรมฉีกรัฐธรรมนูญก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจ และมีอำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งที่มีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินและออกกฎหมายได้ จัดทำรัฐธรรมนูญโดยสืบทอดอำนาจ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายแบบเดือนพฤษภาคมปี 2535 จึงขอให้สภาแห่งนี้หยุดยั่งการสืบทอดอำนาจของคสช.
“ผมประทับใจพรรคประชาธิปัตย์ในการต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการในยุคนั้น จึงขอเรียกร้องให้ท่านหยุดยั้งร่วมแรงยุติการสืบทอดอำนาจ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์จนจบด้วยโศกฏากรรม กระบวนการสืบทอดอำนาจเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และวันนี้กำลังจะเข้าเส้นชัยแล้ว ขอแรงสุดท้ายจริงๆขอให้ทุกท่านหยุดยั้ง ขณะที่ส.ว.ได้รับแต่งตั้งจากคสช.แล้ว ก็ถือว่าเป็นอิสระ จึงเป็นโอกาสทองที่ไม่โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ” นายปิยบุตร กล่าว
ต่อมา เวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เกิดการโต้เถียงกัน เมื่อนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ลุกขึ้นอภิปรายโดยกล่าวถึงสาเหตุที่มีการรัฐประหารในปี 2557 ว่า “บ้านเมืองแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ประชาชนออกมาต่อสู้ มาเผาบ้านเผาเมือง ไม่ใช่อยู่ดีๆ ทหารจะออกมาทำรัฐประหาร” จึงทำให้นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นประท้วงนายเสรี โดยระบุว่า “อย่ามาใช้คำพูดเผาบ้านเผาเมือง เพราะศาลฎีกามีคำวินิจฉัยแล้ว ทนายความที่ดีไม่ควรพูดจาตีกินแบบนี้” ทำให้นายพรเพชร พยายามตัดบท โดยให้นายเสรีอภิปรายต่อ
จากนั้น นายเสรี ได้สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ โดยเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ถือว่า มาตามรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการของพรรคการเมือง ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ ทำให้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงนายพรเพชรในการประชุม เรื่องเวลา โดยระบุว่า “ประธานให้เวลานายเสรีมากขึ้นไป หากใครจะชอบเผด็จการ เข้ามาด้วยวิธีพิเศษก็ถือว่า เป็นเรื่องของพวกเขา” ทำให้นายพรเพชร สั่งให้นายจิรายุ ถอนคำว่า เผด็จการ ทำให้นายจิรายุ ลุกขึ้นถอนคำว่า ชอบเผด็จการ ตามที่นายพรเพชรสั่ง แต่ขอใช้เป็นคำว่า “ผู้ชื่นชอบผู้มีบุณคุณ” ด้าน นายเสรี ลุกขึ้นโต้ทันทีว่า “ท่านกล่าวว่าผมว่า นิยมเผด็จการ ผมนิยมเผด็จการประชาธิปไตย แต่ไม่ได้นิยมพวกประชาธิปไตยจอมปลอม”
ต่อมา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีลักษณะต้องห้ามหลายข้อ โดยเฉพาะมาตรฐานจริยธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะพล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าคณะยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นกบฎ มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ ทำผิดข้อนี้แต่นิรโทษกรรมตัวเอง ถ้ายังเอาพล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นนายกฯอีก จะไม่ต่างอะไรจากเอาคนที่เคยเผาวัดมานั่งเป็นเจ้าอาวาส คนที่เคยเป็นหัวหน้ากบฎไม่สมควรที่จะมาเป็นนายกฯ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังขาดคุณสมบัติเพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งที่มาของพล.อ.ประยุทธ์ จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหา รวมถึงส.ว.ด้วยที่วันนี้เรายังไม่รู้เลยว่ากรรมการสรรหาส.ว.เป็นใคร ได้ยินมาว่า ที่ไม่เปิดเผย เพราะกรรมการสรรหาบางคนแต่งตั้งตัวเองมาเป็นส.ว. และบางคนข้ามขั้นตอนการสรรหา ดังนั้น พวกตนจะขอจองกฐินเพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน

