น.2รายงาน : ส.ส.-ส.ว.ถกวุ่นสเปกว่าที่‘นายกฯ’ หนุน-ค้าน‘บิ๊กตู่-ธนาธร’

6.06.19 | 13:00 น.

หมายเหตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อภิปรายเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เสนอชื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่หอประชุมใหญ่ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)

เสรี สุวรรณภานนท์
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

การพิจารณาบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี มีการเสนอชื่อ 2 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ และนายธนาธร จะต้องนำมาเปรียบเทียบไปพร้อมๆ กัน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ และนายธนาธร ใครมีคุณสมบัติเหมาะสมกว่ากัน สิ่งหนึ่งที่อยากชี้แจงคือ ส.ว.ทุกคนที่เข้ามาทำหน้าที่มีอิสระ ไม่ได้มีสิ่งใดที่จะต้องมาตอบแทนใครอย่างที่มีสมาชิกอภิปรายกัน

เราจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเหตุผลและข้อมูล มีสมาชิกบางคนระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติเรื่องจริยธรรม ไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ เพราะมาโดยวิธีการรัฐประหาร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศบ้านเมืองไทยช่วงที่ผ่านมา เราผ่านเหตุการณ์มามากมาย ไม่ใช่จู่ๆ มีการรัฐประหารเกิดขึ้นหรือมีทหารเข้ามายึดอำนาจ ช่วงเวลาดังกล่าวบ้านเมืองวิกฤต ผมอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา บ้านเมืองมีความแตกแยก มีความอลหม่าน มีการชุมนุมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ประชาชนออกมาสู้รบ ประหัตประหาร ประชาชนได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ผมไม่ได้สนับสนุนว่าต้องมีการรัฐประหาร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากฝ่ายการเมืองสู้รบกันเอง จนบ้านเมืองวิกฤตแทบเป็นกลียุค อลหม่านไปหมด ปิดถนนกันเป็นปีๆ มีการเผาบ้านเผาเมือง ฉะนั้น สถานการณ์แบบนี้เป็นวิกฤต คนในครอบครัวแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทะเลาะกันเอง

Advertisement

ผมยอมรับว่าผมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ท่านไม่ได้กระทำผิดจริยธรรม ท่านเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ ไม่ได้มีเจตนาหรือกระทำการใดๆ ที่ต้องปฏิวัติ สิ่งที่สมาชิกอภิปรายว่าจะมาสืบทอดอำนาจ แม้ ส.ว.จะได้รับเลือกจาก คสช.แต่ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ท่านจะชอบหรือไม่ชอบอย่างไร แต่รัฐธรรมนูญก็เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ทุกคนต้องปฏิบัติ รัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้ ส.ว.ทำหน้าที่เลือกนายกฯด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สืบทอดอำนาจ อย่ามายัดเยียดมาป้ายสี

ในส่วนคุณสมบัติ ผมพยายามเปรียบเทียบไม่ได้มองด้านเดียว ผมให้ความสนใจหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผมมาดูข้อมูลว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ ผมพิจารณาข้อมูลจากเอกสารพบว่าข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่ น่าตกใจว่าพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีข้อความในเรื่องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแม้แต่คำเดียว

แต่พรรคอื่นๆ มีข้อความเหล่านี้หมด ที่ผมให้ความสนใจเพราะถ้าไม่มีข้อความเหล่านี้ผมก็ไม่ไว้ใจว่าคนจะเป็นนายกฯ แต่ข้อบังคับพรรค ไม่มีเรื่องเหล่านี้ จึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกท่านไม่ได้

ขณะเดียวกัน ถ้าเราเปรียบเทียบระหว่างนายธนาธรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ผลงานที่ผ่านมา ประสบการณ์การบริหารงานมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน อาจเป็นครั้งแรกที่นายธนาธรมาทำงานการเมืองผลงานอาจจะน้อย

แต่ พล.อ.ประยุทธ์มีผลงาน แก้ไขปัญหาประเทศมากมายตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จึงเห็นความแตกต่างว่าทำไมต้องเลือก พล.อ.ประยุทธ์

อย่างไรก็ตาม มีการพูดถึงคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขาดคุณสมบัติ ยืนยันว่าไม่ได้ขาด มีคุณสมบัติเป็นนายกฯได้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อย่าไปตีความเรื่องเจ้าหน้าที่ของรัฐในเรื่องอื่นๆ มาเทียบเคียงหรือมาใช้ เพราะมันเป็นคนละเรื่อง

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เหมาะสมเป็นนายกฯ ผมพิจารณาแล้วจึงได้ตัดสินใจ แต่คุณสมบัติของนายธนาธร ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติ เรื่องเหล่านี้ กกต.รับไปพิจารณาเห็นว่ามีมูล

จึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้ว รับเรื่องไว้และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับคดีความต่างๆ จึงเห็นว่าคุณสมบัตินายธนาธรมีข้อด่างพร้อยมากกว่า

วีระกร คำประกอบ
ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ

ที่เพื่อนสมาชิกระบุว่าการที่พรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ทั้งที่เรื่องนี้ได้รับการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2543 เพราะเมื่อปี 2543 ได้วินิจฉัยผู้ที่ไปสมัครเป็น ส.ว.แล้วยื่นร้องเรียนให้ศาลตีความว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ เพราะอาจเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

โดยศาลได้ตีความโดยแคบว่าหน้าที่ของรัฐนั้นหมายถึง การเป็นลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ จะต้องได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องปฏิบัติในงานประจำ อยู่ในบังคับบัญชาและกำกับดูแลของรัฐ

กรณีเช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า แม้กรณีเหมือนกับ พล.อ.ประยุทธ์จะกินเงินเดือนและมีหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ไม่เข้าข่ายว่าปฏิบัติงานเป็นประจำ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นที่สุดแล้ว

ที่เพื่อนสมาชิกข้องใจรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (15) เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐนั้น น่าจะเป็นข้อยุติ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้ว

ปิยบุตร แสงกนกกุล
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

ผมและเพื่อน ส.ส.อีก 7 พรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 246 คน มีความเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามเป็นนายกฯ ตามมาตรา 159 ประกอบมาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงในหมวด 1 ของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ที่บังคับใช้แก่คณะรัฐมนตรีด้วย

โดยเฉพาะหมวด 1 ข้อ 5 ที่กำหนดให้ “ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ถือมีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานของจริยธรรมอย่างชัดเจน ขณะนี้ยังเป็นนายกฯ พร้อมๆกันนี้ยังเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ด้วย

ซึ่งได้มาจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในสมัยที่ยังเป็นผบ.ทบ.เป็นข้าราชการประจำ ซึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

แต่กลับก่อรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศและประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก่อนที่จะตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ปกครองประเทศโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ เพราะใช้คำสั่งและประกาศ คสช.ปกครองประเทศนาน 2 เดือนเต็ม จึงตรารัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับปี 2557 ออกมาบังคับใช้

โดยมีมาตราสุดท้ายออกมาเพื่อนิรโทษกรรมตัวเองที่ได้ก่อการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113

นี่จึงเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์รู้อยู่แก่ใจ หากไม่ทำผิดกฎหมาย และยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้ายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ และไม่จำเป็นต้องนิรโทษกรรมตัวเองไว้ในมาตราสุดท้ายของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557

นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ยังมีมาตรา 44 ที่สามารถออกคำสั่งโดยคนคนเดียว มีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ลงนามคำสั่งต่างๆ ให้มีผลทางกฎหมายได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติเลย

มิหนำซ้ำในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ยังได้วางกรอบไว้สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 อีกทั้งยังมีการเพิ่มคำถามพ่วง โดยใน 5 ปีแรกให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯได้ไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งทั้งหมดส่อให้เห็นถึงกระบวนการในการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร คสช.

วันนี้พวกเรามีโอกาสสุดท้ายจริงๆ ที่จะร่วมแรงร่วมใจในการยุติการสืบทอดอำนาจของหัวหน้า คสช. เสียงของความไม่พอใจของพี่น้องประชาชนมีมากจริงๆ ที่อยากจะออกไปสู้อำนาจที่ผิดปกติ อย่าพยายามปล่อยปละละเลยที่อาจจะซ้ำรอยเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่คณะรัฐประหารสามารถสืบทอดสำเร็จ แล้วพี่น้องประชาชนไม่พอใจ

กระทั่งต้องจบด้วยโศกนาฏกรรม ดังนั้น ส.ส.ในฐานะที่มาจากประชาชน ต้องหยุดการสืบทอดอำนาจที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และกระบวนการสืบทอดอำนาจกำลังจะเข้าเส้นชัยอีกครั้งในวันนี้

ผมจึงขอแรงสุดท้ายจริงๆ อยากให้ทุกท่านหยุดยั้งในการสืบทอดอำนาจ ขณะที่ ส.ว.ได้รับแต่งตั้งจาก คสช.แล้ว ก็ถือว่าเป็นอิสระ จึงเป็นโอกาสทองที่ไม่โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯอีก

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย

เหตุผลสำคัญที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขอชี้แจงด้วย 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ซึ่งแม้จะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากยึดตามมาตรฐานจริยธรรมและคุณธรรมอาจจะดูย้อนแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

2.ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมอันร้ายแรง เนื่องจากอุดมการณ์ด้านจริยธรรมมีการระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องยึดมั่นระเบียบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่การยึดอำนาจจากประชาชนแล้วทำให้การออกบทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญบิดเบี้ยวจากสิ่งที่ควรจะเป็นตามหลักของนิติธรรม นิติรัฐ

3.ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตอันเป็นที่ประจักษ์ โดยตีความด้วยการใช้กฎหมายที่ออกมาภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีเป็นจำนวนมากหลายฉบับ

4.ถ้าปล่อยให้สภาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองในการเดินไปข้างหน้าจะหายนะ ล้มเหลว เนื่องจากวิธีคิดในการบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เป็นวิธีในสมัยดั้งเดิม ยึดเอารัฐราชการเป็นศูนย์กลาง ไม่ยึดรูปแบบการกระจายอำนาจ พี่น้องประชาชนจะลำบาก แต่วิธีคิดที่ถูกต้องและทั่วโลกยอมรับ คือ ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง รัฐต้องเป็นผู้เสริมพลังเข้าไป

5.การขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นหัวหน้า คสช.ที่เป็นผู้มีอำนาจในการคัดเลือก ส.ว.250 คน และ ส.ว.250 คน มีอำนาจร่วมกับ ส.ส.ในการโหวตเลือกนายกฯ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พปชร.ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้ามาคัดเลือกนายกฯในครั้งนี้

โดยสรุป ผมและสมาชิก 7 พรรคร่วมไม่เห็นชอบที่จะให้บุคคลผู้สมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ขจิตร ชัยนิคม
ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย

การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่เป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160(4)(5) และ (6) ระบุว่า บุคคลที่จะเป็นนายกฯ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม และกำหนดว่า ผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ ต้องไม่เป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐ และต้องไม่เป็นพนักงานของรัฐอื่น ฉะนั้นถ้ามีการรับรองชื่อคนที่ขาดคุณสมบัติจะต้องรับผิดชอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแน่นอน เพราะได้รับเงินเดือนประจำจากภาษีประชาชน และกระทำการในการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รับเงินเดือนของรัฐ ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐอื่น จึงผิดคุณสมบัติแน่นอน

วันนี้พรรคพลังประชารัฐ กลั่นกรองมาแล้วว่า บุคคลนี้มีคุณสมบัติ แต่หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เสนอไม่ได้ เพราะถ้าเสนอคนที่ไม่มีคุณสมบัติจะเท่ากับไม่ได้มีการเสนอ ผมถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด และทำผิดคุณสมบัติหลายข้อ ฉะนั้น การฝ่าฝืนเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สภานี้ต้องพิจารณา ขณะเดียวกันมาตรฐานทางจริยธรรมข้อ 5 ที่ระบุว่า ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แต่หากย้อนกลับไป 4-5 ปี พล.อ.ประยุทธ์เคยฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ไม่เคารพประชาชน การใช้ปากกระบอกปืนผมถือว่าไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ผิดหลักจริยธรรมอย่างร้ายแรง