วันเดียวกับที่มีคะแนนเห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น นายกรัฐมนตรี จำนวน 500 ในที่ประชุมรัฐสภา ก็มีข่าวว่าความตกลงเดิมก่อนวันที่ 5 มิถุนายนอาจมีการปรับรื้อใหม่
ในเบื้องต้นอาจเสมอเป็นเพียง “รายงาน” จากแหล่งข่าวภายในพรรคพลังประชารัฐ
แต่อีก 1 วันต่อมาก็เริ่มมีการสำแดงออก
ไม่ว่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ไม่ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่ว่า นายอนุชา นาคาศรัย อันล้วน
เป็นแกนนำคนสำคัญของพลัง ประชารัฐ
1 พูดถึงอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี
1 พูดถึงการพิจารณาอีกครั้งของ”กรรมการบริหาร”พรรค
แม้ทั้ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะยืนยันว่า “ดีล”จบเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 5 มิถุนายน
ไม่ว่าโควตาที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย จะได้รับในครม.
ไม่ว่ากรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่หากฟังจาก “น้ำเสียง”ของแกนนำสำคัญของพรรคพลัง ประชารัฐก็ยืนยันเช่นกันว่า สามารถปรับ
เปลี่ยนได้นั่นแล้วแต่คณะกรรมการบริหาร
ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนเลือกชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย
ยิ่งกว่านั้น ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจมิใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะเรื่องที่เร่งด่วนยิ่งกว่า คือ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
นั่นหมายความว่า ที่ว่า“ดีล”จบแล้วในความเป็นจริงเป็นเพียงการเริ่มต้นนับ 1 เท่านั้น
นี่คือสภาพในทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยจะต้องประสบ เพราะการขานเสียงให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
เป็นไปตามบทสรุป อ้อยเข้าปากช้างเรียบร้อยพรรคพลังประชารัฐ
พรรคพลังประชารัฐจึงอยู่ในฐานะ “นำ”
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย จึงอยู่ในฐานะ “ตาม”

