เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รรท.ผบช.สตม. กล่าวถึงกรณีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบ 4 นายตำรวจระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับโครงการครุภัณฑ์ไบโอแมทริกซ์ ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลลายพิมพ์นิ้วมือและภาพถ่ายใบหน้า เป็นไปอย่างน่าสงสัยหรือไม่นั้น
โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า ไบโอแมทริกซ์เป็นระบบที่สากลนิยมใช้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานโดยเฉพาะเรื่องปลอมแปลงใบหน้า เพราะระบบ จะช่วยเก็บอัตลักษณ์ใบหน้าบุคคล ทำให้ปลอมแปลงข้อมูลบุคคลยากขึ้น ที่ผ่านมาเทคโนโลยีดังกล่าว ช่วยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจับกุมผู้ต้องหาปลอมหนังสือเดินทางได้ ส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้ดำเนินการมาก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง 2 ปี ซึ่งสำนักงานส่งกำลังบำรุงเป็นเจ้าของสัญญา โดยมีคณะกรรมการจากหลายหน่วยงานเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจรับ รวมถึงตัวแทนของกระทรวงไอซีที เข้ามาให้ความรู้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคโนโลยี สตม.จึงเป็นเพียงหน่วยงานที่ใช้ และอยู่ระหว่างการส่งมอบเพื่อที่จะใช้ ทั้งนี้ หากพบปัญหาการใช้ หรือคู่สัญญาทำไม่ถูกก็จะนำเสนอคณะกรรมการ ซึ่งทุกขั้นตอนมีทีโออาร์ระบุขอบเขตงานไว้อยู่แล้ว
พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับคู่สัญญา ยืนยันว่าตรงไปตรงมา โดยในทุกขั้นตอน มีผู้แทนของ สตม. เป็นคณะกรรมการตรวจรับ และวันนี้มีรายงานว่า ทางคณะกรรมการตรวจรับยังเรียกประชุมพร้อมนำปัญหาข้อขัดข้องของผู้ปฏิบัติมาแก้ไข เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นของใหม่ มีขั้นตอนรายละเอียดมากต้องเก็บลายนิ้วมือ 10 นิ้ว จึงอาจเกิดความไม่คุ้นเคย ต่างจากระบบเดิมที่ใช้ดูเพียงหน้าหนังสือเดินทางและใช้ลายนิ้วมือสองนิ้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ได้กำชับผู้ปฏิบัติงานพร้อมประสานบริษัทเอกชนมาสอนวิธีใช้ ยืนยันว่า หากระบบเสร็จสิ้นประเทศชาติจะได้ประโยชน์ และจะเกิดความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยว ลดจำนวนกลุ่มผู้ไม่หวังดีจะใช้ประเทศไทยเป็นที่ก่ออาชญากรรม
ส่วนประเด็นความโปร่งใสจะดีหรือไม่นั้น อยู่ที่คณะกรรมการตรวจรับและตัวสัญญา ส่วนตัวเชื่อว่าคณะกรรมการมีความรู้มีความรับผิดชอบ และเดินตามสัญญาหรือทีโออาร์ที่กำหนด ไม่มีอะไรน่าห่วง เพียงแต่สงสัยว่า เหตุใดถึงมีการจุดประเด็นนี้ ทั้งที่สองปีที่ผ่านมาไม่มีการพูดถึง
พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า การขยายสัญญาอาจไม่ได้เป็นความผิดของทางบริษัท แต่อาจเกิดจากการส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนไม่ได้ กรณีนี้ไม่ใช่ความผิดของคู่สัญญา เป็นเหตุให้ขยายสัญญาได้ หากไม่มีเหตุแต่ทำไม่เสร็จ คู่สัญญาก็ต้องเสียค่าปรับจนกว่าจะใช้ได้ ขอให้แยกแยะอย่าเหมารวม เรื่องนี้อาจจะไม่หมูเหมือนหวย 30 ล้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะดำเนินการอย่างไร
พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวยินดีที่จะให้ข้อมูล แต่อย่าลืมว่าคู่สัญญาเป็นสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร(สทส.) เพียงแต่ว่าทาง สตม.ส่งรองผู้บัญชาการ รองผู้บังคับการไปเป็นคณะกรรมการตรวจรับคุรุภัณฑ์ เพราะเป็นผู้ใช้หาก ป.ป.ช.จะขอข้อมูลก็ยินดีไม่มีปัญหา พร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว
“ในส่วนนี้ผมไม่ทราบว่ามีการรับน้องหรือไม่ ผมว่าสื่อมวลชนตัดสินใจได้ ผมไม่กลัวอยู่แล้วจะมีการเขย่า ในชีวิตรับราชการผมไปหมดแล้วทั้งเหนือสุดใต้สุด ยืนยันตรงไปตรงมา อะไรที่ไม่ดีก็ไม่ทำ ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ในเมื่อผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ก็จะทำให้ดีที่สุด ไม่มีกลั่นแกล้งหรือรังแกใคร และผมก็เชื่อมั่นในทีมงานของผม” รรท.ผบช.สตม. กล่าว

