‘จตุพร’ซัด’ดีเอสไอ’ ธรรมกายไม่ใช่วัดอ้อน้อย เตรียมกำลังเหมือนจะไปทำสงคราม

29.05.16 | 19:30 น.
ภาพจากแฟ้ม

ประธาน นปช. เตือนสติดีเอสไอนำกำลังตำรวจ เฮลิคอปเตอร์ตรวจพื้นที่ เตรียมจับพระธัมมชโย ราวกับมุ่งทำสงครามกับวัด ลั่น”นั่นวัดพระธรรมกายมีแต่ผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่วัดอ้อน้อย”


เมื่อวันที่ 29 พ.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวรวมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ว่า พวกคิดทำลายพุทธศาสนาได้สร้างเกมเพื่อโยงไปจัดการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แล้วลามมาถึงการล้มมหาเถรสมาคม เพื่อยกเลิกสมณศักดิ์พระสมเด็จ จึงขอประกาศว่า ถึงไหนถึงกัน จะไม่ยอมให้คนพวกนี้มาทำลายพุทธศาสนาได้ตามต้องการ

นายจตุพรกล่าวว่า การเสนอใช้กำลังตำรวจและนำเฮลิคอปเตอร์ โดรน เข้าปฏิบัติการวัดพระธรรมกาย เพื่อแจ้งข้อหาคดีอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำไปราวกับเป็นสงครามเจ้าโจมตีค่ายใดค่ายหนึ่ง แต่นั่นเป็นเพียงวัด มีแต่ผู้มาปฏิบัติธรรม ไม่มีกองกำลังใด หากเป็นวัดอ้อน้อยของพุทธะอิสระก็ว่าไปอีกเรื่องหนึ่ง

การลงมือปฏิบัติของดีเอสไอ เหมือนมุ่งให้เกิดความสะใจ แต่จะสร้างหายนะตามมามากมาย รวมทั้งไปเชื่อข้อมูลจาก นพ.มโน เลาหวนิช อดีตศิษย์วัดพระธรรมกายที่ออกจากวัดเพราะมีปัญหา จึงเป็นความผิดพลาดอย่างมากกับการใช้และเชื่อถือข้อมูลของดีเอสไอ ดังนั้น การจะบุกเข้าไปในวัดจึงไม่มีความภาคภูมิใจ โดยวัดได้แสดงให้เห็นมาต่อเนื่องขอให้เข้าไปแจ้งข้อหาพระธัมมชโยที่วัดได้เสมอ ซึ่งไม่เคยปฏิเสธหรือห้ามเข้าวัดเลย

Advertisement

นายจตุพร เปรียบเทียบว่า การทำงานของดีเอสไอ ไม่แตกต่างจากกรณีกลุ่มแตกต่างทางศาสนาพุทธ บุกมหาวิทยาลัยนาลันทา ศูนย์กลางแหล่งศึกษาและปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดีย โดยคนที่บุกได้มีกำลังเพียง 200 คน แล้วไปฆ่าคนเป็นหมื่นคนนั่งสงบเงียบในวัด ไม่ต่อสู้ใดๆ จนทำให้นาลันทาล่มสลายไป

นอกจากนี้ กรณีวัดพระธรรมกายยังเทียบไม่ได้กับสำนักสันติอโศกที่ยกตนข่มคณะสงฆ์ จนปัจจุบันต้องแยกกัน ต่างคนต่างอยู่ ส่วนวัดพระธรรมกายไม่มีหลักคำสอนไปกระทบหรือผิดไปจากข้อเท็จจริงทางธรรมวินัย จึงแตกต่างจากกรณีสันติอโศก ที่ตีความหลักธรรมมีปัญหากับคณะสงฆ์ สำหรับพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย นครปฐม แม้อยู่กับคณะสงฆ์ แต่ไม่ฟังการปกครองของคณะสงฆ์ พร้อมทั้งยังจาบจ้วงสมเด็จช่วง ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

นายจตุพรกล่าวว่า ไม่ต้องการให้กรณีพุทธศาสนา และการปฏิบัติการแจ้งข้อหากับพระธัมมชโย ได้เกิดความร้าวฉานให้บ้านเมืองอีก เมื่อความแตกต่างทางการเมืองก็มากอยู่แล้ว รวมทั้งความเชื่อทางศาสนานั้น ตลอดกว่าหลาย 10 ปี วัดพระธรรมกายได้รับการยอมรับเป็นจำนวนมาก จึงยินดีเสมอเมื่อเห็นคนเข้าวัด ถ้าวัดไม่สอนให้คนเป็นคนชั่ว ขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้มีอำนาจได้ผลักให้วัดพระธรรมกายถูกตีความว่า เป็นฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งทรรศนะเช่นนี้เป็นปัญหาอย่างยิ่ง

ตนเชื่อว่าการปกครองของคณะสงฆ์ไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูปพุทธศาสนา แม้มีพระบางรูปที่ไม่ถึงร้อยละ 1 ปฏิบัติไม่อยู่ในธรรมพระวินัยก็ตาม แต่ส่วนที่เหลือร้อยละ 99 ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ปัญหาในพุทธศาสนายังทำให้พระดี มีความเมตตาต้องเจอกับมารเข้ามาทำลายอยู่เสมอ เหมือนกับการใช้ 200 คน จัดการคนเป็นหมื่นที่นั่งเงียบ แผ่เมตตาในนาลันทา ประเทศอินเดีย

“ถ้าคณะสงฆ์ไม่มีการคิดอ่านแนวทางป้องกันพุทธศาสนาไว้ เอาแต่นั่งแผ่เมตตาอยู่นั้น จะมีไม่เท่าทันพวกมารศาสนาที่กำลังบุกล้ม โดยที่ผ่านมามักผจญกับถูกนารีพิฆาต แล้วพุทธศาสนาเสียพระดีไปมากมาย ในวันนี้แผนของเหล่ามารกำลังโยงไปถึงสมเด็จช่วงให้มารับผิดชอบในกรณีพระธัมมชโย ซึ่งเป็นข้อเสนอของอดีตศิษย์จ้องทำลาย ด้วยความโหดเหี้ยม อำมหิตที่สุด ทั้งๆ ที่การปกครองสงฆ์มีขั้นตอนการทำงาน แต่กลับลัดให้ไปขอความช่วยเหลือจากสมเด็จช่วงในฐานะพระอุปัชฌาย์”

นายจตุพรกล่าวว่า การเสนอที่โยงไปถึงสมเด็จช่วงนั้น เข้าใจได้ทันทีว่า ไม่ต้องการยึดกฎหมายให้เป็นไปตามการปกครองคณะสงฆ์ แต่มุ่งทำลายมากกว่า ถ้าสมเด็จช่วงทำตามข้อเสนอแล้ว ย่อมเข้าทางแผนการทำลายของฝ่ายมาร แม้สมเด็จช่วงไม่ทำตาม แต่ดีเอสไอสามารถเข้าไปได้ เพราะวัดพระธรรมกายเชิญอยู่เสมอ กลับไม่เข้าไปเอง

ส่วนกรณี กปปส. ดีเอสไอกลับไม่ติดตาม ไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีการทำเฮลิคอปเตอร์ไปบินวนเข้าจับกุม ทั้งที่คดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนมีข้อหาถึงคนละ 9 คดีมีอัตราโทษขั้นประหารชีวิต หรือติดคุกตลอดชีวิต แต่ดีเอสไอกลับมาสร้างความตื่นเต้นกับการแจ้งข้อกล่าวพระธัมมชโย ซึ่งเป็นเพียงคดีเล็กๆ เท่านั้น ดังนั้น เป้าหมายสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างมลทิน ทำให้เกิดความมัวหมอง และทำลายความน่าเชื่อถือต่อพระธัมมชโย ส่วนพุทธะอิสระที่มีข้อหา 9 คดี กลับไปเชื่อถือข้อมูล โดยไม่คิดว่ามีปัญหา

“เรื่องนี้จงใจไม่ให้จบเรื่อง กรณีปัญหาคนเอาเงินไปทำบุญจำนวนมากถึง 600 ล้าน เมื่อรู้ว่า เป็นปัญหาก็มีการใช้คืน แล้วเงินทำบุญทุกส่วนนำไปสร้างวัด ไม่ได้เข้าส่วนตัว การสร้างวัดให้ดำรงอยู่มั่นคงที่ใครจะมาเอาไปไม่ได้ กรณีนี้จึงแตกต่างจากกรณีอื่นที่ไม่มีภูมิต้านทาน ดังนั้น ดีเอสไอต้องคิดก่อน กรณีนี้ไม่มีมลทินผู้หญิง มีการสร้างศาสนสถาน จึงเป็นความแตกต่างจากวัดอื่นๆ และวัดพระธรรมกายมีทุกฝ่าย พอมีเรื่องก็บอกเป็นฝ่ายคนเสื้อแดง”

นายจตุพรกล่าวว่า ดีเอสไอต้องเปลี่ยนหลักคิด ไม่จำเป็นต้องใช้หมายค้น แต่คงไม่สะใจพวกที่จ้องขย่ำ จึงเตรียมการนำกำลังไปจับกุม แล้วโยงไปถึงสมเด็จช่วง ซึ่งเป็นการเสนอแบบเอามันเข้าไว้ จึงเป็นการปฏิบัติที่มากเกินไป ราวกับวัดพระธรรมกายมีปืนใหญ่ มีกองกำลังคอยต่อสู้ อันเป็นจิตนาการที่เลยเถิดเอามาก

ตนเชื่อว่า เมื่อจัดการกับวัดพระธรรมกายแล้ว คงจะลามไปสู่สมเด็จช่วง แล้วไปถึงมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อทำตามแผนยกเลิกสมณศักดิ์สมเด็จให้หมด ให้พระทุกรูปเสมอภาคในสมณศักดิ์ รวมทั้งการยึดทรัพย์มาเป็นกองกลางแล้วเฉลี่ยแบ่งกัน อันจะนำไปสู่สงครามศาสนา เพื่อล้างวงการสงฆ์ทั้งธรรมยุตและมหานิกายจะหมดเกลี้ยงไป

“ดีเอสไอ กลับไปเชื่อคนอย่างพุทธะอิสระ คนที่ปิดล้อมดีเอสไอ ศาลสั่งให้ชดใช้เงิน แล้วยังมีคดีถึง 9 ข้อหามีโทษประหารชีวิต แล้วไปเชื่อได้อย่างไร รวมทั้งพวกออกจากวัดแล้วมาดำเนินการจัดการวัด เป็นพวกเอาแต่ปฏิรูปมาเสนอให้ตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งจินตนาการด้วยใจที่เป็นอคติ” นายจตุพรกล่าว