บิ๊กตู่ สู่ โลก ปชต. นายกฯ ระบบสภา เล็งพลิกเกม อยู่ยาว

9.06.19 | 13:00 น.

การประชุมรัฐสภาในวาระเลือกนายกรัฐมนตรีดำเนินไปประมาณ 11 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา
ผลการลงคะแนนปรากฏว่าที่ประชุมให้ความเห็นชอบเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
ด้วยคะแนน 500 ต่อ 244
จำแนกแยกรายละเอียดพบว่า ส.ว. 249 คน จาก 250 คน เลือก พล.อ.ประยุทธ์
และ ส.ส. 251 จาก 497 คนเลือก พล.อ.ประยุทธ์
ส.ส.อีก 244 คน เลือก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
เหลืออีก 3 คน ไม่ได้ออกเสียง
แยกแยะกลุ่มที่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ในส่วนของ ส.ส.พบว่าเป็น ส.ส.จาก 18 พรรค
นำโดยพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไท และพรรคอื่นๆ
ขณะที่ ส.ส.ที่สนับสนุนนายธนาธร มาจาก 7 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคพลังปวงชนไทย
ทั้งนี้ ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้นำรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นทูลเกล้าฯ
แล้วหลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีจากเสียงโหวตของรัฐสภา ขณะที่เขี้ยวเล็บสำคัญอย่าง ม.44 ก็นับถอยหลัง เพราะหลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่อำนาจตามมาตรานี้จะสลายไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด
เท่ากับว่าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์เดินเข้าสู่โลกประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว

เมื่อเป็นรัฐบาล เสถียรภาพของรัฐบาลต้องมองจากเสียงสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพิจารณาจากผลการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า “ปริ่มน้ำ”
จาก ส.ส.ทั้งสภา 500 คน มีเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ 251 เสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่งแค่เสียงเดียว
ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมส่งผลต่อการบริหารอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ทั้งนี้ ได้ปรากฏข่าวมาตั้งแต่การประกาศผลการเลือกตั้งแล้วว่า พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำที่เสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ นั้นมี ส.ส.จำนวน 116 เสียง
ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐจึงต้องติดต่อทาบทามพรรคการเมืองอื่นๆ เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อให้ได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งให้มากที่สุด
ในที่สุดพรรคพลังประชารัฐรวมเสียงได้ 253 เสียง แม้จะเกินกึ่งหนึ่งแต่ก็เรียกได้ว่า “ปริ่มน้ำ”
เสียงที่ปริ่มน้ำย่อมเป็นโอกาสของพรรคอื่นๆ ต่อรองโควต้ากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรี ดังนั้น ในช่วงแรกจึงปรากฏข่าวการต่อรองโควต้ากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีกันอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งพรรคพลังประชารัฐให้สัญญาพรรคร่วมว่ายอมแบ่งกระทรวงหลักไปให้ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น
กระบวนการต่อรองโควต้ากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีดังกล่าวทำทีว่าจะจบสิ้นก่อนวันที่ 5 มิถุนายน โดยพรรคล่าสุดที่ตอบรับร่วมรัฐบาลคือพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อทุกอย่างมีการตกลงกันแล้ว
เสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนจึงเกินกึ่งหนึ่ง

แต่เมื่อรัฐสภาได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว กระแสภายในพรรคพลังประชารัฐก็ก่อหวอด
ความจริงพรรคพลังประชารัฐส่งสัญญาณความไม่ลงตัวในโควต้ากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีมาก่อนหน้านี้เป็นระยะ
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประกาศอยากนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และโควต้าดังกล่าวได้ให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ไปตอนที่มีการตกลงกัน
ขณะเดียวกันก่อนวันที่ 5 มิถุนายนจะมาถึง ในวันที่นายอุตตมนำแถลงข่าวจับมือกับ 5 พรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตรก็ออกมาแถลงข่าวตอกย้ำว่าพรรคพลังประชารัฐต้องได้กระทรวงหลัก
สอดรับกับความเคลื่อนไหวหลังที่ประชุมรัฐสภามีมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯไปแล้วว่า ต้องรื้อโผรัฐมนตรีกันใหม่ แล้วส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนคัดเลือก
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะพรรคพลังประชารัฐกว่าจะรวมตัวกันเป็นพรรคพลังประชารัฐเหมือนดั่งที่เห็น ต่างมีการ “ประกอบร่าง” จากหลายกลุ่ม
กลุ่มตั้งต้นย่อมหนีไม่พ้น กลุ่ม คสช. ที่เป็นหน่วยขึ้นตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงแกนนำ กปปส.เดิมด้วย
อีกกลุ่มคือกลุ่มที่ลงมือปฏิบัติ มี 4 อดีตรัฐมนตรี นำโดย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นแกน
ตามมาด้วยกลุ่มที่ตระเวนไปแสวงหาว่าที่ ส.ส.ในพื้นที่ต่างๆ นั่นคือ กลุ่มสามมิตร ที่มีชื่อ “สุริยะ-สมศักดิ์” เคลื่อนไหวโดดเด่น
แล้วยังมีกลุ่มบ้านริมน้ำของ นายสุชาติ ตันเจริญ ที่มีส่วนในการเสริมสร้างพรรคพลังประชารัฐอีกต่างหาก
ทุกกลุ่มที่กล่าวมา ต่างมีความจำเป็นต้องได้เก้าอี้รัฐมนตรี
ดังนั้น เมื่อเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงหลักถูกแบ่งไปให้พรรคการเมืองอื่นๆ โดยที่พรรคพลังประชารัฐได้ไม่ครบถ้วน จึงเกิดกระแสเขย่าโควต้ารัฐมนตรีกันใหม่
พร้อมข้ออ้างนานาประการ

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนสภาพปัญหา “เอกภาพ”
ทั้งเอกภาพปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐเอง และเอกภาพปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล
ภาพปัญหาดังกล่าวล้วนเกิดขึ้นมาจาก “เสียงปริ่มน้ำ” ที่มีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ในสายตา นายไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา มองว่าอย่างไรเสียสมาชิกพรรค รวมถึง ส.ส. ต่างไม่ต้องการเลือกตั้งใหม่
ดังนั้น การผ่านร่างกฎหมายก็มีความเป็นไปได้ที่จะมี “งูเห่า” และจะมีกระบวนการต่อรอง ซึ่งทำให้รัฐบาล  ล้มยาก
“ส.ส.ทั้งสภา 500 คน เกิน 400 คนที่ไม่อยากยุบสภา และไม่ใช่แค่ 400 คน ยังมีที่ปรึกษาและคนอื่น ๆ รวมแล้วอย่างน้อย 2,000 คนที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบถ้าสภาถูกยุบ”
ดังนั้น โอกาสรัฐบาลจะอยู่ยาวก็มี
แต่ถึงที่สุดแล้ว ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือของ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี
ทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ล้วนเป็นโลกแห่งความเป็นจริง
โลกประชาธิปไตยที่ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเผชิญหน้า
และนำพารัฐนาวาของตัวเองให้ผ่านพ้นมรสุมต่างๆ ไปให้ได้