การฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยกำลังเข้มข้น
กับการต่อรองเก้าอี้กระทรวงเกรดเอทั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) และภูมิใจไทย (ภท.) ที่ชิงไหวชิงพริบกันดุเดือด
การ “ดีล” ก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีมีทีท่าว่าจะพับเก็บไว้ในลิ้นชัก
เวลานี้ พปชร.ดูจะถือไพ่เหนือกว่า!
แต่ทั้ง ปชป.และ ภท.ยังคงยึกยักต่อรองกันจนวินาทีสุดท้าย
เชื่อว่าสัปดาห์นี้ทุกอย่างจะสะเด็ดน้ำ!
แต่ทว่า “บาดแผล” ทางใจรัฐบาลผสมเริ่มปรากฏให้เห็นถึงความไม่มีเอกภาพแล้ว
โดยเฉพาะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเช่นนี้ จะทำให้เสถียรภาพง่อนแง่น ยากที่จะลากยาวอยู่จนครบเทอมได้
ฟังแค่การอภิปรายคุณสมบัติของบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็พอคาดเดาได้ไม่ยาก
โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตจาก พปชร. ที่โดนฝ่ายตรงข้ามอภิปราย “เปิดแผล” ความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่อง
หนึ่ง การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นกรณีจีที 200-เรือเหาะ-อุทยานราชภักดิ์-แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน-การตั้งบริษัทให้ค่ายทหารรับงานประมูล เป็นต้น
ซึ่งผลสอบและการชี้ขาดยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัย!
หนึ่ง การใช้อำนาจ ม.44 สั่งปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรี ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่ จ.พิจิตร จนทำให้บริษัทที่ได้รับสัมปทานยื่นฟ้องต่อศาลเรียกร้องค่าเสียหาย โดยคดียังอยู่ในขบวนการยุติธรรม ส่วนผลจะออกมารูปแบบไหน ไทยจะเสียค่าโง่อีกหรือไม่ จะต้องติดตามกันต่อไป
หนึ่ง ที่มาของ “บิ๊กตู่” จากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้าข่ายมีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อย่าลืมว่า “บิ๊กตู่” มาจากการรัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญปี 2550 ทิ้ง พร้อมทั้งตั้งแม่น้ำ 5 สาย จนเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่แกนนำ พปชร.บอกว่าดีไซน์มาเพื่อพวกเรา
และหนึ่ง บทบาทของ “บิ๊กตู่” ที่มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จนถึงวันนี้รู้แต่เพียงว่า “บิ๊กป้อม” เป็นประธาน
ส่วนคณะกรรมการตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 269(1) กำหนดไว้ให้ คสช.แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมือง จำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ที่มีหน้าที่สรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็น ส.ว.นั้น
จนถึงขณะนี้คณะกรรมการสรรหาชุดดังกล่าวก็ไม่มีการประกาศให้ประชาชนได้รับรู้เลย
ทำกันเงียบๆ เป็นการภายใน!
ดังนั้น ส.ว.ทั้ง 250 คน จึงถือกำเนิดด้วยน้ำมือ คสช.
ที่สำคัญ ส.ว.ทั้ง 250 คน มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯที่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตของพรรค พปชร.ด้วย
ดังนั้นวันโหวตเลือกนายกฯ 249 ส.ว.จึงเทคะแนนให้ “บิ๊กตู่”โดยไม่ลังเล
ทั้งๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ระบุ สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด
รวมถึงการประกาศรายชื่อสำรอง ส.ว.ไม่ครบ 100 คนนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่?
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เป็นเพียง “บาดแผล” ที่ปูดขึ้นมาเรียกน้ำย่อยเท่านั้น
แต่ศึกหนักคือการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯสิ่งไม่ถูกต้อง ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจที่ขาดหลักนิติธรรม ตั้งแต่เกิดรัฐประหารเป็นต้นมา
ประกาศ คำสั่ง คสช.เป็นร้อยๆ ฉบับที่อาจไม่ถูกต้อง
จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาโจมตีโดยอัตโนมัติ
นี่เป็นสิ่งที่ “บิ๊กตู่” จะต้องเผชิญ!?

