สื่อดังญี่ปุ่น ‘นิเคอิ’ วิเคราะห์ว่าการขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ ของบิ๊กตู่ นำไทยสู่ยุค 1980 หรือราว 40 ปีก่อน
‘มติชนออนไลน์’ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นโดยสังเขป โดยมีจุดเริ่มต้นย้อนไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการใช้กำลังปราบนักศึกษา นำมาสู่การยึดอำนาจของทหาร และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อ 22 ธันวาคม 2521 นับเป็นรธน.ฉบับที่ 13 ของประเทศ แล้วใช้อยู่ได้นานเป็นอันดับที่ 2 คือเป็นเวลากว่า 12 ปี จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534
คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีนายจิตติ ติงศภัทย์ อดีตผู้พิพากษาและศาสตราจารย์สำคัญทางกฎหมายเป็นประธาน มีกรรมาธิการสำคัญหลายคน เช่น จากหัวหน้าพรรคการเมืองที่อยู่ก่อนการปฏิรูปถึง 6 คน ในจำนวนนี้มีอดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รวมอยู่ด้วย นักกฎหมายที่มีชื่อเสียงก็มี นายกมล วรรณประภา อดีตอธิบดีกรมอัยการ นายอมร จันทรสมบูรณ์ และ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ทางฝ่ายอาจารย์ก็มีปรมาจารย์ทางรัฐธรรมนูญอย่าง นายไพโรจน์ ชัยนาม และ นายกระมล ทองธรรมชาติ และยังมีอดีตทูต คือ นายกันธีร์ ศุภมงคล และสตรีคือนางแร่ม พรหมโมบล

บทความ “22 ธันวาคม พ.ศ.2521” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร เผยแพร่ในเวปไซต์สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้มีนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคที่เคยต่อต้านเผด็จการทหารมาร่วมอยู่ด้วย 2 คน กับมีนักวิชาการที่เป็นตัวของตัวเองมากรวมอยู่ด้วย เขาจึงคิดกันว่าเป็นความพยายามของคณะทหารที่ยึดอำนาจที่ต้องการประนีประนอมในการร่างกติกาฉบับใหม่ของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็คงมีความเข้าใจกันระดับหนึ่งว่าจะให้ทหารมีบทบาททางการเมืองต่อไปอีกระยะหนึ่ง
เมื่อมีรัฐธรรมนูญออกมาประกาศใช้ คนก็จะมองไปที่การเลือกตั้งที่จะตามมา ซึ่งก็คือการเลือกตั้งในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 อันเป็นการเลือกตั้งที่นักการเมืองจะรวมตัวกันได้เพียงแค่เป็น “กลุ่ม” เท่านั้นเอง ยังไม่เป็นพรรคการเมือง เพราะยังไม่มีพระราชบัญญัติพรรคการเมืองออกมาแทนที่ฉบับเดิมที่ถูกยกเลิกไป
เลือกตั้งกันแบบนี้ นายทหารที่เล่นการเมืองก็สบายใจ เพราะจะได้ไปรวบรวมเสียงสนับสนุนเอาภายหลังการเลือกตั้งได้สบาย
ดังปรากฏว่าในการประชุมรัฐสภาเพื่อดูเสียงสนับสนุนหาคนมารับทุกข์หรือสุขเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 ได้มีผู้สนับสนุนให้ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ 311 เสียง ในจำนวนนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ 301 คน แต่มีสมาชิกวุฒิสภาอยู่จำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ตอนตั้งรัฐมนตรี นายกฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองน้อย รัฐมนตรี 8 คนในรัฐบาลของท่านที่เป็นนักการเมืองลงเลือกตั้งก็มิใช่คนที่พรรคการเมืองส่งมาเป็น ดังนั้น ความสนับสนุนจากพรรคการเมืองจึงน้อย

จึงกล่าวกันว่า รัฐบาลของท่านอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง ดูกันไปแล้วรัฐบาลก็น่าจะอยู่ได้นานสัก 4 ปี จนกว่าจะพ้นเวลาบทเฉพาะกาล ที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดเขตเลือกตั้งเป็นเขตใหญ่และให้เลือกทั้งคณะเบอร์เดียว อันเป็นรูปแบบการเลือกตั้งที่กำหนดไว้เป็นลักษณะนี้เพียงคราวเดียว ดังมาตรา 90 วรรคสองเขียนว่า
“การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ถือเขตจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เว้นแต่กรุงเทพมหานครให้แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็นสามเขต และจัดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตละเท่า ๆ กัน หรือใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต้องแบ่งพื้นที่เขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกันและต้องจัดอัตราส่วนของจำนวนราษฎรกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะพึงมิได้ในแต่ละเขตให้ใกล้เคียงกัน”
ส่วนมาตรา 91 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
“การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งเป็นคณะตามบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งนั้น”
การเลือกตั้งแบบพวงใหญ่เบอร์เดียวนี้ ได้ปฏิบัติอยู่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นตามรัฐธรรมนูญนี้ ภายหลังหมดเวลาของบทเฉพาะกาลแล้ว นั่นก็คือการเลือกตั้งซ่อมในกรุงเทพมหานคร ที่ผู้แทนราษฎรคนเก่าเสียชีวิตลง 1 คน และผู้แทนราษฎรอีกคนลาออกในเขตนั้น
ต่อมามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเป็นเขตเล็ก 3 คน เรียงเบอร์ที่ใช้กันต่อมาอีกหลายปี
เรื่องเขตเลือกตั้งจะเอาอย่างไร และเลือกอย่างไร เราถกกันมานาน แก้กันไปมา ยังไม่อยู่ตัวสักที ต้องรอกันไปอีกหน่อย
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ได้ประมาณหนึ่งปีได้ ทหารอย่างพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็อยู่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ เพราะทหารไม่สนับสนุน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จึงได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี


