‘มาร์ค’ ห่วงคนเห็นต่างไม่มีเวที ชี้ คนเขียนคงไม่พูดข้อเสีย ปชช.รับสารฝ่ายเดียว

30.05.16 | 13:33 น.

“มาร์ค” จี้ คสช.ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมก่อนประชามติ ชี้ ยุคปฏิรูปพรรคการเมืองต้องมีบทบาทมากกว่าแค่รอลงเลือกตั้ง ห่วงคนเห็นต่างไม่มีเวทีแสดงความเห็น หวั่นเกิดข้อโต้แย้ง แนะคำถามพ่วงควรแจงแค่ส.ว.เลือกนายกฯได้ อย่าชี้นำเหตุผล


เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังวางพวงมาลาสักการะวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) ถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีมติยกเลิกคำสั่งนักการเมืองห้ามออกนอกประเทศว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันในที่ประชุมร่วมกับพรรคการเมืองว่า คสช.กำลังพยายามจะปลดล็อก หรือคลายกฎระเบียบ ซึ่งตนเห็นว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะถ้าเราจะกลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างเต็มที่ เราต้องผ่อนคลายข้อจำกัดเหล่านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเรื่องการผ่อนปรนให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ แต่ทางฝ่ายความมั่นคงยังมีความกังวลนั้น ตนเห็นว่าเป็นดุลพินิจของเขาที่จะพิจารณา แต่ตนเห็นว่า ควรจะพิจารณาได้แล้ว เพราะมีหลายเรื่องที่พรรคการเมืองควรจะทำ และไม่ควรบอกว่า พรรคการเมืองต้องทำกิจกรรมแค่เฉพาะแค่เลือกตั้งเท่านั้น โดยเฉพาะในยุคที่กำลังจะมีการปฏิรูปพรรคการเมือง

“ถ้าส่งสัญญาณว่า พรรคการเมืองมีหน้าที่แค่ไปลงสมัครรับเลือกตั้ง เราก็จะได้พรรคการเมืองแบบเดิมๆ ฉะนั้นบทบาทพรรคการเมืองที่ควรจะเป็น จึงมีความจำเป็นที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการประชุม หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ แต่ถ้ายังมีความกังวลอยู่ คสช.สามารถระบุกติกาได้ ผมไม่คิดว่า จะมีพรรคการเมืองไหนที่อยากจะก่อความวุ่นวาย โดยใช้วิธีการประชุมอย่างเป็นทางการ คงไม่มีใครคิดจะทำอยู่แล้ว เพราะพวกที่จะป่วน เขาคงไม่ใช้เวทีที่เป็นทางการ ดังนั้น ถึงห้ามไม่ให้ทำ เขาก็ต้องแอบไปทำ เพราะฉะนั้นควรจะแยกแยะให้ดีกว่า” หัวหน้าปชป. กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าหลังการออกเสียงประชามติ คสช.อาจปลดล็อกให้พรรคการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า แต่คิดว่า ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูประบบพรรคการเมืองต้องมีเวลาให้พรรคการก่อนที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งพอสมควร สำหรับตนเห็นว่า หากคสช.ปลดล็อกตอนนี้เลยจะดีกว่า เนื่องจากบทบาทหน้าที่ของพรรคการเมืองมีหลายเรื่อง ทั้งนโยบายและโครงสร้างพรรค ถ้าคิดว่าจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเริ่มต้นได้หลังจากที่จะเลือกตั้งแล้ว คงไม่มีใครทำอะไรได้ เพราะแค่เรื่องการบริหารจัดการเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งก็หมดเวลาแล้ว และคงไม่สมเจตนารมณ์แน่ แต่ถ้าคิดว่าพรรคการเมืองในระบบประชาธิปไตยควรมีหน้าที่มากกว่าการเลือกตั้ง ก็ควรปรับโครงสร้างเพื่อรองรับบทบาทที่ควรจะเป็น

Advertisement

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเผยแพร่เนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนห่วงใยที่คนเห็นต่างไม่มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือ ต้องการให้รัฐธรรมนูญและกระบวนการเป็นที่ยอมรับ ฉะนั้นถ้ายังมีประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามก็ไม่เป็นผลดี ดังนั้นต้องระมัดระวัง เพราะเวลาทำประชามติบทบาทและกลไกของรัฐคือ จัดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความคิดเห็น แต่ขณะนี้เราใช้กลไกของรัฐอ้างว่า อธิบายสาระของรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ในทางปฏิบัตินั้นยากที่จะแยกระหว่าง การอธิบายสาระ หรือ การไปบอกข้อดี โดยธรรมชาติคนเขียนรัฐธรรมนูญคงไม่ไปบอกข้อเสีย และคนที่มองเห็นข้อเสียส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เขียน แต่วิทยาการที่ไปบรรยายเนื้อหาสาระ ก็รับเนื้อหาสาระจากผู้เขียนเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ตนเห็นว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้กลไกของรัฐที่สุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การทำประชามติมีการชี้นำจากเจ้าหน้าที่ เพราะการใช้กลไกของรัฐชี้นำจะทำให้เกิดคำถามในการทำประชามติว่าเป็นธรรมหรือไม่ อีกทั้งปัญหาของเจ้าหน้าที่ใช้กลไกรัฐเพื่อชี้แจงคือ กฎหมายประชามติเขียนรับรองว่า คนที่ไปทำงานนี้ไม่ถือว่าเป็นการชี้นำหรือจูงใจ ซึ่งจะเกิดข้อโต้แย้งได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง

“ผมยกตัวอย่าง ถ้าทำตามเจตนารมณ์โดยเคร่งครัด การชี้แจงคำถามพ่วง ต้องชี้แจงได้อย่างเดียวว่า คำถามพ่วง คือ เปิดโอกาสให้ส.ว.เลือกนายกฯ แต่ต้องไม่ต้องไปชี้แจงว่า ส.ว.มาเลือกนายกฯ แล้วจะดี หรือ ไม่ดี อย่างไร ถ้าอย่างนี้คือการชี้แจงเนื้อหาสาระ แต่ถ้าไปบอกว่า ส.ว.เลือกนายกฯ ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็จะเกิดคำถามว่า แบบนี้จะดีหรือไม่ เพราะมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการให้ส.ว.เลือกนายกฯ แต่เขาไม่มีโอกาสไปชี้แจง ดังนั้นการชี้แจงคำถามพ่วง ควรพูดได้แค่ คำถามพ่วงอนุญาตให้ส.ว.เลือกนายกฯ แค่นี้ก็จบ จะบอกไม่ได้ว่า ให้ส.ว.เลือกนายกฯเพราะอะไร ดี ไม่ดี อย่างไร แต่ในทางปฏิบัติ ผมขอถามว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว