อีกหนึ่งบุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐ ที่สามารถเจาะพื้นที่ ส.ส.ภาคเหนือ โดยเฉพาะในช่วงภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ต้องยกให้ ธรรมนัส พรหมเผ่า
มากกว่านั้น ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการประสานเจรจาทางการเมืองกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการถูกส่งให้มาดูแล 10 พรรคเล็กที่หลังๆ มีกระแสข่าวไม่พอใจ อยากได้เก้าอี้ฝ่ายบริหารเหมือนกัน จนสุดท้ายทุกอย่างจบด้วยดีไม่มีใครงอแง มติชนออนไลน์ จับเข่าคุยธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ และ ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้เล่าเรื่องเส้นทางการเมือง ตั้งแต่เหตุผลในการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง จนกลายเป็นมือประสานงานคนสำคัญที่บิ๊กพลังประชารัฐไว้ใจ
– บทบาทการเมืองในอดีตของคุณธรรมนัส พรหมเผ่า ที่อยู่ในฝั่งเพื่อไทยแต่วันนี้มาอยู่ฝั่งพลังประชารัฐได้อย่างไร
ร.อ.ธรรมนัส : ขอท้าวความไปถึงเรื่องราวในอดีตกลับไปตั้งแต่ปี 2542 ที่มีการเลือกตั้งซึ่งเวลานั้นอยู่กับพรรคไทยรักไทย ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครในขณะนั้นก็ทำงานอยู่กับท่านอดีตรัฐมนตรี ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อยู่กับอดีตท่านรัฐมนตรีอีกหลายๆ คนที่วางแผนยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย ซึ่งหมายความว่า ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่เราอยู่เบื่องหลังของการเลือกตั้ง ที่จะคุ้นเคยกับ ส.ส.ในสมัยนั้นหลายๆ คน หรือในการเลือกตั้งซ่อมในหลายพื้นที่หลายเขตยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งเราจะเป็นคนทำ การเมืองจึงไม่ใช่พื้นที่ใหม่ที่เราเข้ามาอยู่ พอมาเปลี่ยนเป็นพลังประชาชน เราเปลี่ยนเป็นเพื่อไทย เราก็ได้เข้ามามีบทบาทช่วยในการเลือกตั้งมาตลอด
– จุดสำคัญอยู่ที่ปี 2557 ที่มีการมองกันว่าในช่วงก่อนหน้านี้คุณธรรมนัส อยู่ในฝั่งของคุณทักษิณ แต่วันนี้เกิดรัฐประหารเกิดขึ้น มีนโยบายจัดระเบียบสังคมของ คสช. ซึ่งชื่อของคุณธรรมนัสก็ถูกจับตามองโดย คสช. อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณธรรมนัสมาทำงานกับพรรคพลังประชารัฐ
ร.อ.ธรรมนัส : เหตุผลสำคัญคือจากการได้คุยกับพี่น้องที่เป็นนักการเมืองที่มาอยู่กับพลังประชารัฐ สิ่งที่เราเดินเส้นทางการเมืองมาโดยตลอดที่เป็นเส้นทางหนึ่งที่ ที่เป็นขั้วการเมืองที่เป็นตัวสร้างความแตกแยกในสังคม ในนามกลุ่มพี่น้องเสื้อแดง คือผมก็จบจากนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จบนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 จปร.36 ผมจึงมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง ที่เป็นนายตำรวจและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่อยากจะให้เห็นประโยชน์หลักของประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งบ้านเมืองจำเป็นต้องมีเสาหลักของบ้านเมือง ซึ่งประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องนำกลับมาคิดใหม่ จึงได้ไปหารือกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ นักการเมืองว่าถ้ามีพรรคการเมืองไหน ที่เป็นเส้นทางเลือกใหม่ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งที่ไม่อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันก็น่าจะเป็นทิศทางที่ดีที่จะทำให้บ้านเมืองสงบ ซึ่งที่ผ่านมาหลังจากปี 2557 เราก็เห็นการนำโดยคณะท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เราก็จะเห็นบ้านเมืองสงบสุขไม่มีการเมืองข้างถนน ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติเขาก็เห็นว่าบ้านเมืองสงบสุขแล้วและจะทำให้เขากล้ามาลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญคือผมมาจากนักการเมืองในระดับรากหญ้า ชีวิตของพ่อแม่พี่น้องในต่างจังหวัดโดยเฉพาะในระดับรากหญ้าที่ลำบากจากผลพวงจากความขัดแย้งมายาวนานกว่า 10 ปี ที่พี่น้องอยากได้การเมืองที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง และผมเชื่อมั่นว่าพลังประชารัฐจะนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง จึงได้ตัดสินใจกับเพื่อนฝูงหลายๆ คนมาพรรคนี้ครับ
– อะไรสิ่งใดที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐไว้ใจในตัวคุณธรรมนัส
ร.อ.ธรรมนัส : คือสิ่งที่ผมประกาศชัดเจนกับพี่น้องจังหวัดพะเยา เส้นทางชีวิตการเมืองของผมที่ผ่านมามันอาจจะเป็นการเลือกเส้นทางที่มีทั้งผิดทั้งถูกผสมกันมาตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญคือชีวิตการเปลี่ยนแปลงของพี่น้องในจังหวัดพะเยาหรือพี่น้องในภาคเหนือ เขาไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรนะ ชาวบ้านเขาก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังลำบากเหมือนเดิม หรือลำบากกว่าเดิม จากการต่อสู้ในหลายๆ เรื่องแล้วเราก็ไม่ต้องการเอาชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือหรือข้ออ้าง โดยอยากให้ชาวบ้านอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้ตัดสินใจว่าเราจะเดินทางนี้แล้วพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเรามาจริงทำจริง จึงได้ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าผู้ใหญ่เขาคงจะลองใจผมเหมือนกันว่าทำจริงรึเปล่า แต่ในช่วงของการเลือกตั้งผมแทบจะได้ไม่พักผ่อนเลยไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเลย ผมทุ่มเทการเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชารัฐ เดินทางหาเสียงทั้ง 17 จังหวัด การเลือกตั้งทั้ง 14 เขต ผมเป็นคนรับผิดชอบ ถึงแม้ว่าจะมีมอบให้แต่ละท่านดูแลแต่ละจังหวัด แต่ด้วยความรับผิดชอบผมก็ต้องผม และได้พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมทำจริง ต้องการเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้าจริงๆ
– ใครเป็นคนชักชวนคุณธรรมนัส ให้มาร่วมกับพรรพลังประชารัฐ
ร.อ.ธรรมนัส : ไม่ขอเอ่ยนามท่านชั้นผู้ใหญ่ ที่ผมให้ความรักความเคารพ

– แล้วได้บอกเหตุผลที่ต้องการให้คุณมาช่วยงานหรือไม่ หรือคำพูดอะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจว่าเราต้องมาทำทางนี้
ร.อ.ธรรมนัส : พี่ท่านนี้ก็ดูแลชีวิตผมมาตลอด ให้ความเมตามาตลอด ท่านถามผมว่า “พอรึยังกับสิ่งที่มีทุกวันนี้” คำๆนี้มันทำให้ผมต้องหันมาดู ว่าผมเป็นลูกชาวนาแต่วันนี้ผมสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองเป็นนักธุรกิจแนวหน้าของประเทศ เป็นนักการเมืองที่มาอยู่แนวหน้าของประเทศ สิ่งที่เราไม่ได้ทำคือการตอบแทนคุณแผ่นดิน คำพูดที่พี่เขาถามว่าพอหรือยัง ผมบอกพอแล้วคืนสู่แผ่นดินบ้าง คำพูดคำนี้ทำให้ผมคิด และมีหลายๆ เรื่องที่พี่เขาขอร้องมาให้มาทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง เพื่อสถาบันอันเป็นรักของคนไทยทั้งชาติ
– พอคุณธรรมนัสเข้ามา ดูเหมือนว่าทุกอย่างในพรรคพลังประชารัฐดูราบเรียบมาก หลายคนก็จึงมองว่าทุกอย่างสำเร็จด้วยคุณหลายๆ อย่าง จึงอยากทราบว่าวิธีการที่คุณได้เข้าไปคุย กับคนในพื้นที่ภาคเหนือหรือวิธีการไปคุยกับ 10 พรรคการเมืองมีวิธีการที่จะไปคุยกับเขายังไง
ร.อ.ธรรมนัส : จริงๆ แล้วในพรรคพลังประชารัฐมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถหลายๆ ท่าน แต่ในส่วนที่ผมรับผิดชอบคือในการเลือกตั้งภาคเหนือ สิ่งที่ผมประสบความสำเร็จคือ ผมได้ให้ความไว้วางใจเพื่อนร่วมงานไม่ว่าจะเป็นกลุ่มตัวแทนของกลุ่มแต่ละจังหวัด ผมขอยกตัวอย่างท่านสันติ พร้อมพัฒน์ ที่ดูแลจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ และเราได้มอบหมายให้ท่านดูแลจังหวัดเพชรบูรณ์ ขออย่างเดียว่าพี่สันติเอาเข้ามาได้ ต้องครบทุกคน แล้วเราก็สนับสนุนในหลายๆ เรื่องซึ่งก็บรรลุเป้าหมาย หรือ ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ให้ท่านไปดูแลจังหวัดพิษณุโลก ดูแลสุโขทัย ท่านก็ทำได้ ส่วนกำแพงเพชรก็เป็นกลุ่มพี่น้องผมก็มีผู้ใหญ่ดูแลอยู่ ก็เข้าตามที่เราวางไว้ทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่ผมสำเร็จในการดูแลภาคเหนือคือ ผมรู้จักใช้คนวางคนในแต่ละจุด ประเด็นสำคัญคือเราไปหาเสียงกับชาวบ้าน เราจับไมค์พูดกับประชาชนเอง เราไปขายความดี สิ่งดีๆ ของพรรคพลังประชารัฐที่ชาวบ้านจับต้องได้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือเราจะสืบสานนโยบายดีๆ ที่คณะท่านพลเอกประยุทธ์ได้ทำไว้ ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นโยบายการชะลอการขายข้าว การปลูกข้าว การเก็บข้าว รักษาข้าวที่ชาวบ้านเขาได้ประโยชน์ ตลอดจนที่ดิน ส.ป.ก.4.0
– ทิศทางที่คุณ จะทำพื้นที่ภาคเหนือมีการวาง Road Map ไว้อย่างไรบ้าง
ร.อ.ธรรมนัส : ผมยังยืนยันคำเดิมว่ารากเหง้าการเมืองคือ การเมืองระดับท้องถิ่น ตั้งตั้ง อบต. จนถึง อบจ. หลังจากนี้ซึ่งมันจะเป็นโหมดการเลือกตั้งท้องถิ่นต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เราได้ส่งตัวแทนไปดูท้องถิ่น เมื่อท้องถิ่นดีการเมืองระดับชาติก็ไม่ยาก ผมยกตัวอย่างผมชนะการเลือกตั้งจังหวัดพะเยา จริงๆ พะเยามีเขตการเลือกตั้ง 3 เขต เขตที่พรรคพลังประชารัฐแพ้ไปจริงๆไม่ได้แพ้ในจังหวัดพะเยา แพ้เลือกตั้งล่วงหน้าจากต่างประเทศ จริงๆพะเยาเข้ามาทั้ง 3 เขต ทำไมพะเยาถึงสำเร็จก็เพราะพะเยาการเมืองท้องถิ่นเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นหรือท้องที่ท้องที่ก็คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เราแน่นเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นการเมืองพะเยาถึงไม่ยาก ผมต้องการทำโมเดลของจังหวัดพะเยาให้สู่จังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ
– มีการมองว่าช่วงที่จัดโผคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา คุณไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดโผนี้จริงหรือไม่
ร.อ.ธรรมนัส : จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ให้ความไว้วางใจให้เราไปประสานในแต่ละพรรค ซึ่งเราเองก็อยู่ในแวดวงการเมืองมานานพอสมควร มีคนรู้จักที่เป็นนักการเมือง ที่เป็น ส.ส. อยู่ในหลายๆพรรค ดังนั้นเป็นสิ่งที่ผมถนัด เพราะว่า ตลอดระยะเวลาวงการการเมืองของผมไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ เรามีแต่ให้มากกว่า ดังนั้นการประสาน เราจึงน่าจะมีเครดิตที่ดีกว่าในการประสานงานกับหลายๆ ท่าน
– เวลาเราไปคุยกับพรรคร่วม เรามีวิธีการคุยอย่างไรบ้าง
ร.อ.ธรรมนัส : คือจริงๆ คุยกับพรรคร่วม คือต้องดูว่าเขาให้ตัวแทนคนไหนเป็นตัวแทนเจรจา เราต้องคุยกับตัวแทนเขา ไม่ใช่ไปคุยมั่วไปหมด ผมยกตัวอย่าง กลุ่ม 10 พรรค เขาก็จะมีตัวแทนของเขา เราก็คุยกับตัวแทนแล้วให้เขาไปคุยกันเอง อย่างเขาประชุมกันวันนี้ผมก็ไม่เข้าไปยุ่ง พอเขาคุยกันจนได้ข้อสรุปเขาก็จะส่งตัวแทนมาคุยกับผมเอง เมื่อถึงเวลาที่จะให้ผมไปเปิดตัวตรงไหนก็จะนัดหมายกันอีกที

– ยากไหม มีศาสตร์ที่จะต้องเข้าไปคุยกับคนที่มีความหลากหลายมาก
ร.อ.ธรรมนัส : มันเป็นความสามารถส่วนตัว เป็นศิลปะส่วนตัว ที่จะเป็นการเจรจาให้มันได้ผล ที่จะทำให้เขาเชื่อมั่นในคำพูดเรา แล้วเราเป็นคนรักษาคำพูด คำไหนคำนั้น
– การไปคุย หรือประสานงานกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร
ร.อ.ธรรมนัส : จริงๆ พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันการเมืองที่มีความเข้มแข็งเขามีกรอบมีระบบ ทุกสิ่งที่จะออกสู่สาธารณะจะเป็นการลงมติของคณะกรรมการ ดังนั้นการเข้าไปแทรกแซงไม่ใช่เรื่องง่าย
– แต่ก็ทำสำเร็จ
ร.อ.ธรรมนัส : จริงๆ ต้องยกความดีให้กับผู้ใหญ่
-ไปคุยมาหลายพรรค พรรคไหนที่มีข้อจำกัดในตัวพรรคเขามากที่สุด
ร.อ.ธรรมนัส : ไม่มีครับ ส่วนใหญ่จะคุยกันรู้เรื่องหมด แต่ละพรรคเขาจะมีเหตุมีผลของเขา
-จนถึงวันนี้ การจัดคณะรัฐมนตรี เสร็จสิ้นแล้วหรือไม่
ร.อ.ธรรมนัส : คือในการจัดคณะรัฐมนตรีเป็นหน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านพอสู่โหมดของประชาธิปไตยแล้ว ท่านก็เป็นคนจัดโดยฟังเสียงของ ส.ส.ในพรรค ฟังเสียงของหัวหน้า เลขาฯของพรรค เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะจบที่ท่านนายกรัฐมนตรี
-แรงกดดันทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม ก็เริ่มมีแรงกดดันเข้าเรื่อยๆ ในฐานะที่คุณก็มีประสบการณ์ทางการเมืองพอสมควร จะลดแรงกดดันจากทางฝั่งที่ไม่เห็นด้วยอย่างไร
ร.อ.ธรรมนัส : นักการเมืองทุกคน ไม่ว่าพรรคไหนมาจากเสียงของพี่น้องประชาชนการที่ไม่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนผมเชื่อว่าไม่มีใครทำ ดังนั้นทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบกติกาของสภา ผมเชื่อว่าพี่น้องทุกคนมีเหตุและผล นักการเมืองที่นั่งอยู่ในสภาร้อยละ 99 เป็นคนดี ถึงแม้บางคนภาพลักษณ์ไม่ดี แต่จิตใจความเป็นคน ความเป็นผู้เสียสละมี 100 %
– คุยกันได้?
ร.อ.ธรรมนัส : คุยกันได้
-เหมือนกับว่าเสียงในสภา มันค่อนข้างจะปริ่มน้ำ พรรคพลังประชารัฐจะแก้เกมนี้อย่างไร
ร.อ.ธรรมนัส : คือจริงๆ ถามว่าปริ่มน้ำไหม ก็ปริ่มน้ำ แต่ในสภาวะที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ การเลือกตั้ง การโหวตที่ผ่านมาตลอดก็ผ่านไปได้ด้วยดีทุกครั้ง เราสามารถประคองรัฐบาลให้อยู่ยาวได้ ด้วยวิธีการที่หลายๆ ท่านจะต้องเข้ามาช่วยกันในการประสาน
– มันเลยเป็นที่มาของเรื่องงูเห่า ที่เป็นข่าวมาตลอด ว่ามีงูเห่า แม้จะไม่ได้ใช้งานช่วงโหวตนายกรัฐมนตรี แต่จะใช้งานหลังากนี้ไป เรื่องการโหวตลับหรือไม่
ร.อ.ธรรมนัส : เรื่องงูเห่าเป็น วาทกรรม ทางการเมือง มานานพอสมควร แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสภา ตั้งแต่เปิดสภามาจนถึงวันนี้ ในการเลือกตั้ง ในการโหวตเลือกประธานสภา รองประธานสภาคนที่ 1 คนที่ 2 ตลอดจนถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
จะสังเกตได้ว่าเสียงจะอยู่ในระดับประมาณนี้ ไม่มีหรอกงูเห่า คือมันอาจจะมี พรรคต่างๆ ไปคุยว่าจะมาอยู่ด้วยกันไหม มารวมตัวมาต่อรองอาจจะเป็นไปได้ แต่ข้อเท็จจริงแล้ว ในเรื่องของพรรคพลังประชารัฐไม่มีการไปซื้องูเห่าอย่างเด็ดขาด ไม่มี
– กังวลใจไหมครับว่าฝั่งตรงข้ามตอนนี้ก็เริ่มที่จะเดินเครื่องที่จะใช้ช่องทางทางกฎหมายทุกอย่าง เช่น ตอนนี้ก็มีในเรื่องของ ส.ว. แล้ว
ร.อ.ธรรมนัส : ด้วยกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการคัดสรรตำแหน่งในด้านการเมืองในแต่ละตำแหน่งไม่ว่าในตำแหน่งของเรื่อง ส.ว.หรือเรื่องอะไรก็ตาม คณะกรรมการทำในกรอบของรัฐธรรมนูญ และผมมีความเชื่อมั่นว่ามีทางออก ท้ายสุดหากมีปัญหามากก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
– ล่าสุดมีการส่งเรื่อง 41 นักการเมือง ที่มีการถือหุ้น จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ เพราะเป็นถึง 41 คนของพรรคร่วมรัฐบาล และเยอะที่สุดอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ
ร.อ.ธรรมนัส : คือจริงๆ แล้วในการส่งชื่อ ส.ส. ที่ถือหุ้นในบริษัทสื่อ เขาก็ส่งกันเยอะนะครับ ไม่ใช่เฉพาะแค่ 41 ซึ่งตรงนี้ เป็นปัญหาที่ผมเชื่อว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องหาทางออกให้มันชัดเจน ไม่งั้นมันจะส่งผลต่อการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งเป็นจำนวนมาก และเสียงบประมาณของรัฐมาก ดังนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องหาทางออก แต่ผมเชื่อมั่นว่ามันจะมีทางออก
– การเลือกตั้งท้องถิ่นทางภาคเหนือวางแผนไว้อย่างไรบ้าง
ร.อ.ธรรมนัส : ตอนนี้เริ่มคัดสรรตัวบุคคลที่จะลงการเลือกตั้งที่จะถึง ก็คือนายกองค์การบริหารจังหวัด แต่ละจังหวัด บางจังหวัดที่เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเราต้องหลีกทางกัน ยกตัวอย่างจังหวัดอุทัยธานีเราคงไม่ได้เข้าไปยุ่ง
– น่าจะครบ?
ร.อ.ธรรมนัส : น่าจะครบ 17 จังหวัดภาคเหนือ ยกเว้นจังหวัดอุทัยธานี


