หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการถึงท่าที 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคเพื่อไทย, พรรคอนาคตใหม่, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเศรษฐกิจใหม่, พรรคเพื่อชาติ และพรรคปวงชนชาวไทย ที่ประกาศยืนข้างประชาธิปไตย แต่จะไม่ชวนใครลงถนน จะใช้การทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมผนึกกำลังเพื่อตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น
อนุสรณ์ อุณโณ
คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การใช้วิธีการทางรัฐสภาคงไม่ถึงขั้นล้มรัฐบาล เพราะด้วยกลไกกฎหมาย หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องไม่ได้
เอื้ออำนวยให้สามารถใช้ช่องทางเหล่านี้สำเร็จโทษรัฐบาลได้ภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบัน เพียงแต่สามารถใช้ช่องทางรัฐสภาแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ รวมไปถึงว่าคนที่มีอำนาจก็คงต้องการจะอาศัยตำแหน่งและสถานะของตนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้
ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดถึงแม้ไม่สามารถสกัดกั้นการเข้ามาสู่การมีอำนาจได้ แต่สามารถใช้กลไกเหล่านี้ขัดขวางไม่ให้บุคคลเหล่านี้ใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่ในการบรรลุสิ่งที่เขาวางเอาไว้ คือทำให้การเข้ามาบริหารประเทศที่ไม่ค่อยถูกทำนองคลองธรรมไม่สะดวก
ราบรื่นดังที่คิดไว้
สำหรับการประท้วงลงบนถนนคิดว่าค่อนข้างจะยาก อันที่หนึ่งคือต้องดูสัตยาบันของ 7 พรรคแนวร่วมต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้ไว้ในการดำเนินการทางสภา อันที่สองก็ต้องถามว่ามีอะไรเป็นเงื่อนไขใหม่ในการลงถนนได้ ก็คือสิ่งที่เกิดกับคนในพรรคหรือตัวพรรคอนาคตใหม่ แต่เมื่อไปดูสารที่ส่งมาจากการประชุมครบรอบ 1 ปี พรรคอนาคตใหม่ค่อนข้างจะชัดว่าจะไม่เลือกเส้นทางบนท้องถนน
ที่ผ่านมา อะไรที่เป็นเงื่อนไขก็ไม่เป็นเงื่อนไข เช่น เราได้นายกฯที่ไม่ค่อยถูกทำนองคลองธรรม หรือการตีความกฎหมายในเรื่องจำนวนเก้าอี้ ส.ส. หรือล่าสุดเรามี ส.ว.ที่มีกรรมการสรรหาที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก เรื่องเหล่านี้หากเกิดในสภาวะการเมืองที่เป็นปกติหรือในสังคมอื่นๆ คงเป็นเงื่อนไขให้คนในสังคมคับข้องใจและออกมาสู่การเดินขบวนบนท้องถนน แต่มันไม่เกิดอะไรขึ้น
คิดว่ามันคงไม่เหลืออะไรแล้ว รัฐบาลและนายกฯก็ได้แล้ว พรรคที่ร่วมกันเป็นรัฐบาล ส่วนอีก 7 พรรคที่เหลือก็คงไม่สามารถฟอร์มรัฐบาลได้ จึงต้องเป็นฝ่ายค้านและใช้ช่องทางทางรัฐสภาตรงนี้ไป ดังนั้น ความโกลาหลหรือการเมืองบนถนนคงจะไม่เกิดในช่วงใกล้นี้
ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบไว้ตั้งแต่แรกเพื่อจะสกัดชัยชนะที่ถล่มทลายหรือเผด็จการ
รัฐสภา หรือเพื่อสกัดเครือข่ายพรรคเพื่อไทย (พท.) ในข้อนี้ ฝ่ายค้านต้องเรียนรู้ว่าในเมื่ออีกฟากได้เปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ไม่มาเล่นเอง มาเป็นลงมาเล่นเอง คงต้องใช้วิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ใช้วิธีทางรัฐสภาในการขัดขวางความสะดวกของการใช้อำนาจ
ส่วนทางรัฐบาล คือต่อให้มี ส.ว. 250 เสียง และเป็นรัฐบาลอาจจะผ่านไปได้ แต่มันก็มีความขลุกขลักในการทำงาน ประกอบกับบุคลิกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ใช่คนที่ทนต่อการตอบคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์ โอกาสที่นายกฯจะยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ก็น่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า คิดว่าอาจไม่เกิน 1 ปี
แต่เมื่อยุบสภาแล้วก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คงจะมีการเกลี่ยกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ด้วยคะแนนเสียงจาก ส.ว. 250 เสียง ขั้วรัฐบาลในตอนนี้ก็คงกอดคอกันอยู่ต่อ เหมือนลงเรือลำเดียวกันไปแล้ว
ถ้าถามว่ามีเงื่อนไขอะไรที่มาล้มตรงนี้ได้ไหม หนึ่งคือการลุกฮือที่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างที่ว่า ไม่มีเงื่อนไขแล้วอันที่สองคือรัฐประหารก็คงจะไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะตอนนี้คนที่ทำรัฐประหารขึ้นอยู่ในอำนาจเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น มันก็คงวนเวียนอยู่ในลักษณะนี้ จนกว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)
กรณีพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 7 พรรค ผนึกกำลังเพื่อตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องปกติในระบอบรัฐสภา เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย
โดยหลักรัฐบาลต้องมีเสียงข้างมากเพื่อเสถียรภาพทางการเมือง แต่การเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอีกสมัย ส่วนหนึ่งมาจาก ส.ว. 250 คน ที่ไม่ได้มาจากประชาชน และ ส.ส.41 คน กำลังถูกตรวจสอบเรื่องการถือหุ้นสื่อ รวมทั้งเป็นรัฐบาลผสม 21 พรรค แต่มีเสียงในสภามากกว่าฝ่ายค้านเพียง 7 เสียง ถือว่าขาดเสถียรภาพ ส่งผลให้บริหารงานยุ่งยากมากขึ้น มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลใหม่มีอายุสั้น ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์
ปัญหาใหญ่คือรัฐธรรมนูญ ที่มีการออกแบบเพื่อคนบางกลุ่มบางพวก ทำให้พรรคการเมือง หรือรัฐบาลผสมอ่อนแอ มีการต่อรองแย่งชิงผลประโยชน์ตลอดเวลา หากบริหารจัดการไม่ลงตัวจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่พอใจถอนตัวได้ง่าย เป็นผลจากรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว
กรณีฝ่ายค้านแสดงท่าทีไม่นำมวลชนเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนนั้น เชื่อว่าต้องการต่อสู้ทางการเมืองในระบอบรัฐสภา เพื่อเป็นเวทีแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่ประชาชนสามารถเคลื่อนไหวเพื่อชุมชนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมได้ ภายใต้การชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ อยู่ในกรอบกฎหมาย เชื่อว่าไม่มีใครชี้นำ หรือครอบงำประชาชนได้
การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของรัฐบาล ที่ยังไม่ลงตัวนั้น เชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังมีการต่อรองอำนาจทางการเมือง เพื่อได้กระทรวงเกรดเอ หรือตำแหน่งรัฐมนตรีที่ต้องการอยู่ เพื่อจัดสรรผลประโยชน์แก่นายทุนหรือพวกพ้อง เรื่องดังกล่าวมีบทเรียนในสังคมไทยมานานแล้ว แต่ไม่สามารถปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงได้ เป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญเช่นกัน
อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
การประกาศของแกนนำจาก 7 พรรคการเมืองเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่การทำงานต้องใช้ข้อมูลที่ลึก หนักแน่น ตรงไปตรงมา ต้องมีประสบการณ์ค่อนข้างสูง และบุคคลระดับขุนพลที่ลุกขึ้นอภิปรายต้องมีทีมงาน และพี่เลี้ยงที่เข้มแข็ง ไม่ควรใช้อารมณ์หรือเหน็บแนม อย่าระราน พาดพิงมากเกินไป
วิธีอภิปรายที่ดี คนพูดต้องนิ่งและมีข้อมูลลึก มีน้ำหนัก เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอีกครั้งในรอบหลายปี แกนนำพรรคฝีปากดีหลายคนไม่ได้เข้าสภา แต่วันนี้มี ส.ส.คนรุ่นใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ อาจทำให้เห็นมิติใหม่ๆ มากขึ้น
ส่วนที่ 7 พรรคการเมือง ประกาศว่าจะไม่ลงไปเคลื่อนไหวบนถนน ไม่ได้ขัดแย้งกับ นปช.แต่น่าจะแสดงเจตนาว่าจะไม่ใช้วิธีการเดียวกับกลุ่ม กปปส. ขณะที่การทำงานการเมืองบนถนนทำได้ แต่ต้องไม่ละเมิดขอบเขตสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยการทำงานการเมืองนอกสภาประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ดังนั้นแนวทางที่ไม่ละเมิดกติกาประชาธิปไตยเป็นเรื่องดีที่สุด การต่อสู้ทางการเมืองมีวิธีการอื่นอีกมากมาย แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าต้องการมีส่วนร่วม
ในแต่ละสัปดาห์ที่เปิดประชุมสภา 2 วัน สามารถหยิบยกปัญหาหลายเรื่องขึ้นมาอภิปรายได้ เช่น ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายปีที่ผ่านมารัฐสูญเสียงบประมาณไปมหาศาลหลายแสนล้านบาท ผู้มีอำนาจจะแก้ไขให้ดีขึ้นหรือจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ พรรคประชาชาติน่าจะรู้ดีที่สุด
สำหรับโครงการประชานิยมทั้งหลายผู้อภิปรายต้องไปหาข้อมูลว่างบที่ทำไปแล้วทั้งหมดเท่าไหร่
กู้เงินมาแล้วเอาไปทำอะไรบ้าง หนี้สาธารณะมีเท่าไหร่ มีความมั่นคงกับการดำรงชีวิตของประชาชนจริงหรือไม่ หรือมีวิธีการอื่นที่ดีกว่าก็ควรนำเสนอให้ประชาชนมีทางเลือก รวมทั้งการใช้งบประกันรายได้สินค้าเกษตรแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ การทุจริตหลายเรื่องทั้งจีที 200 การซื้อเรือเหาะในภาคใต้ก็ยกมาอภิปรายได้
ส่วนการจัดโผรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติ ต้องมีการต่อรอง ทุกพรรคอยากได้กระทรวงใหญ่ที่มีผลประโยชน์มาก แต่ถ้ายึดประชาชนเป็นหลักตามที่อ้าง ใครจะทำงานกระทรวงไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ที่น่าสนใจคือทำงานเป็นหรือไม่ อย่างเช่น กระทรวงยุติธรรม พรรคที่อยากได้ก็ควรประกาศว่าจะไปสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน แต่วันนี้ดูเหมือนว่ากลุ่มสามมิตรอาจจะโดนโละทิ้ง ทั้งที่ขนคนมาร่วม ลงทุนไปมาก แต่ได้ตำแหน่งไม่มาก
ผมมองว่าการฟอร์ม ครม.ใหม่ไม่จำเป็นต้องเสร็จก่อนการเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียน เพราะรัฐมนตรีเดิมยังทำงานได้ปกติ และคาดว่า ครม.ใหม่จะเรียบร้อยในเดือนหน้า เพราะผู้มีอำนาจอาจได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่ายังมีความจำเป็นในการใช้มาตรา 44 ในบางเรื่อง หรืออาจเอาไว้ขู่เพื่อไม่ให้มีความวุ่นวาย
แต่การตั้งรัฐบาลช้าจะส่งผลกระทบกับเสถียรภาพการลงทุนพอสมควร เชื่อว่าจะมีผลกระทบไปถึงปลายปี 2562 เพราะวันนี้นักลงทุนต่างประเทศรู้ดีว่าใครได้อำนาจมาด้วยการมัดมือชก หรือมีการกำหนดกติกาไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ

