อธิบดีดีเอสไอ พร้อมหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แก่ กองคดีทรัพย์สินทางปัญญา เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงผลการจับกุมเครือข่ายบริษัทผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยเข้าค้น 12 จุด ใน กทม. ทั้งแหล่งพักสินค้าและสถานเสริมความงามยึดของกลางกว่า 400,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 80 ล้านบาท พบเงินหมุนเวียนในบัญชีสูงถึง 800 ล้านบาท สินค้าหรือยาผิดกฎหมาย ได้แก่ ฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ปลอม ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ยาละเมิดเครื่องหมายการค้า เช่น ยาฉีดกลูตา
ไธโอน ยาฉีดสเต็มเซลล์ ยาฉีดรกแกะยาฉีดโบท็อกซ์ ยาฉีดลดไขมันและยาชาที่จะใช้ก่อนฉีดโบท็อกซ์ นอกจากนี้ ยังยึดเครื่องสำอางได้อีกหลายรายการและอยู่ระหว่างการส่งตรวจคุณภาพว่า มีส่วนประกอบตรงตามตำรับยาและเวชภัณฑ์หรือไม่
ยาผิดกฎหมายดังกล่าว เกี่ยวข้องกับคดีฉีดฟิลเลอร์จนหน้าอกเน่า โดยมีเครือข่ายโฆษณาขายสินค้าผ่านอินสตาแกรม และแอพพลิเคชั่นไลน์ โดยนำสินค้าไปจำหน่ายให้ลูกค้าหลายกลุ่ม แบ่งเป็นคลินิกเสริมความงามของขบวนการและคลินิกเสริมความงาม อื่นๆ ที่กระจายอยู่ใน กทม. และยังมีการจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้ารายย่อยที่สั่งซื้อยาไปใช้เองและกลุ่มลูกค้าที่ซื้อยาไปรับจ้างฉีด โดยจะจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้าทั้งใน กทม.
และต่างจังหวัดทางไปรษณีย์เอกชน ในวันเข้าจับกุม พบรถจักรยานยนต์รับจ้างมารอเพื่อนำสินค้าไปจัดส่งจำนวนนี้
ขณะที่โลกมีความก้าวหน้าในการสื่อสารแบบออนไลน์ มีการใช้โซเชียลมีเดียที่เข้าถึงได้ง่าย เปิดโอกาสให้มีการโฆษณาสินค้าและบริการโดยไม่มีการควบคุม ของกลางในการจับกุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น สะท้อนอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นภัยที่มีโอกาสเกิดกับประชาชนทุกเพศทุกวัย ทางราชการ ในด้านหนึ่ง ควรกวดขันใช้กฎหมาย ตรวจสอบและติดตามใช้กฎหมายทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การลักลอบนำเข้า มาโฆษณาสาธิต และการวางจำหน่ายผ่านร้านและเครือข่าย อีกด้านหนึ่ง ควรเร่งให้ความรู้แก่ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน ให้ทราบถึงโทษของการใช้ยา ใช้บริการเสริมความงามที่ผิดกฎหมาย และไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา

