บทสรุปภายในพรรคพลังประชารัฐที่จะผลักรุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน นายอุตตม สาวนายน อาจ ถือได้ว่าเป็น “พัฒนาการ”
เป็นพัฒนาการเหมือน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2501เป็นพัฒนาเหมือน จอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อปี 2512
นั่นก็คือ มีการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนและมีการเลือก ตั้งในเดือนธันวาคม 2500 หลังจากนั้นในปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็เข้าเป็นหัวหน้าพรรคชาติสังคม
นั่นก็คือ หลังรัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2501 มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญจนผ่านจากยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าสู่ ยุค จอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511
ก่อนการเลือกตั้งในปี 2512 ก็มีการตั้งพรรคสหประชาไทย
ไม่ว่าการตั้งพรรคชาติสังคมในปี 2501 ไม่ว่าการตั้งพรรคสหประชาไทยในปี 2512 ดำเนินไปเหมือนกับการตั้งพรรคพลังประชารัฐ ในปี 2561
นั่นก็คือ ใช้”พลังดูด”เอาบรรดาอดีตส.ส.จากหลายพรรคการ เมืองเข้ามารวมกัน
ผลของพรรคชาติสังคมเป็นอย่างไร ผลของพรรคสหประชาไทยเป็นอย่างไร สมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นบทเรียนสำหรับพรรคพลังประชารัฐ
เพราะพรรคชาติสังคมคือแหล่งรวมของอดีตส.ส.จากพรรค เสรีมนังคศิลา เพราะพรรคสหประชาไทย
คือแหล่งรวมของพรรคชาติสังคมอันไหลมาจากพรรคเสรีมนังศิลา
ในเดือนตุลาคม 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ทำรัฐประหาร ยุบสภา ฉีกรัฐธรรมนูญ
ในเดือนพฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ทำรัฐ ประหาร ยุบสภา ฉีกรัฐธรรมนูญ
นี่คือการรัฐประหาร”ซ้ำ” นี่คือการถลำลึกในทางการเมือง
การที่จะผลักรุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานที่ปรึกษา
จึงเป็นความจำเป็นจากรากฐานเดิมของพรรคพลังประชารัฐ
เหมือนกับจะเป็น “พัฒนาการ” แต่กระบวนการพัฒนาการนี้ก็เท่ากับเป็นการถลำลึกลงไปในเขาวงกตในทางการเมืองลึกยิ่งขึ้น
ลึกจนอาจยากลำบากยิ่งในยามถอนตัว

