หมายเหตุ – คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ทิศทางการเมืองไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ การเมืองของความหวังหรือจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งใหม่?” ในงานครบรอบ 70 ปีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน
วิเชียร ชวลิต
นายทะเบียนสมาชิกและ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลก มีประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ.2475 แต่ก็วนเวียนอยู่ระหว่างการเลือกตั้งกับการปฏิวัติจนเราชาชิน อย่างไรก็ตาม เวลานี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา เพราะเราผ่านกระบวนการในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากเดิมเรามีรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นการปกครองในระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจทั้งหมดอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เราไม่ให้สิทธิอำนาจแก่สภาเหมือนเดิม เพราะเรามีทั้งสภาและองค์กรอิสระ เป็นลูกผสมระหว่างการปกครองในระบบรัฐสภากับระบอบประธานาธิบดี ซึ่งมีองค์กรอิสระตรวจสอบ
ดังนั้นความหลากหลายแห่งอำนาจจะไม่ได้อยู่ที่สภาเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ บรรยากาศการเมืองทั้งหมดในขณะนี้ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่คะแนนเสียงของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ปริ่มน้ำ แต่คือการต่อสู้ที่มีลักษณะเปลี่ยนไป กล่าวคือ ก่อนวันที่ 24 มีนาคม แต่ละพรรคแต่ละฝ่ายต่างโฆษณาความดีของตัวเอง มีการเชียร์สนับสนุน โจมตีกล่าวหาคนอื่นน้อยที่สุด นี่คือบรรยากาศการเมืองที่ดีมาก แต่หลังเลือกตั้ง บรรยากาศเปลี่ยนไปแทนที่จะบอกว่าฝ่ายตนดีอย่างไร กลับบอกว่าเพื่อนไม่ดีอย่างไร ซึ่งถ้าทำแบบนี้ อีกฝ่ายก็ต้องสู้และเกิดคดีความ กลายเป็นปัญหา นี่คือความกังวลว่าจะมีความขัดแย้ง
ในทางกลับกัน ถ้าเราพูดถึงข้อดี จะไม่นำคนลงไปสู่ท้องถนน ส่วนความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์นั้น คิดว่าไม่มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ดี การเป็นคณะรัฐมนตรีภายใต้กฎหมายใหม่ มีข้อห้ามข้อกำหนดละเอียดกว่า และมีการตรวจสอบจากสังคม จะทำให้นักการเมืองต้องระมัดระวังตัว จนประชาชนอาจจะเห็นว่าเราไม่ทำอะไรเลย นั่นก็เป็นเพราะเราทำอะไรไม่ได้
พงศ์เทพ เทพกาญจนา
แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.)
เราต้องเริ่มด้วยความหวัง ถ้าไม่มีความหวัง ก็ไม่มีอนาคตใหม่ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีบทเรียนมาเยอะ บางครั้งแม้หวังแล้วแต่ก็ไม่เกิดขึ้น เช่น หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะทำจริงตามคำพูดที่ว่าขอเวลาอีกไม่นาน ซึ่งคำว่าไม่นานของท่านอาจไม่เท่ากับประชาชน ทั้งนี้ ประเทศไทยหลังจากนี้อาจไม่แย่เหมือน 5 ปีที่ผ่านมา ความหวังอย่างแรก คือเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการตั้ง ครม.ชุดใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และอำนาจของ คสช.จะหมดไปในวันที่ ครม.เข้าถวายสัตย์ แต่แม้ คสช.จะหมดไปแล้ว แต่ร่างทรงและวิญญาณจะยังอยู่ นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกฯและหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ยังอยู่ใน ครม.
จากเดิมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อาจฟูมฟักรัฐบาลเป็นไข่ในหิน แต่ต่อไปฝ่ายค้านจะตรวจสอบอย่างเข้มข้นในสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่เมื่อก่อนเราสงสัยแต่เขาไม่ตอบ พึ่งองค์กรอิสระก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่คราวนี้เจอกระทู้กันได้ทุกสัปดาห์ ข้อสงสัยของประชาชนจะได้รับการเปิดเผย คนในพรรค พปชร.คงต้องเป็นองครักษ์พิทักษ์ พล.อ.ประยุทธ์เอง เพราะเกรงว่าพรรคร่วมบางพรรคจะไม่เปลืองตัวมาเป็นองครักษ์ให้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนจะเป็นนายกฯได้ต้องถูกเสนอโดยพรรคการเมืองที่มี 25 เสียงขึ้นไป นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์แล้วก็มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนฝ่ายค้านมีคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัยเกษมนิติสิริ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในอนาคต ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลยังอยู่ แต่นายกฯไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯคนต่อไปอาจมาจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพราะพรรค พปชร.เสนอนายกฯเพียงคนเดียว
นอกจากนี้ รู้สึกไม่สบายใจกับที่มาของ ส.ว. เพราะไม่โปร่งใส ทำอะไรลับๆ ล่อๆ ให้คนสงสัย แม้ในรัฐธรรมนูญจะระบุขั้นตอนไว้ชัดเจน ว่าคนคัดเลือกต้องมีความเป็นกลาง แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พยายามอ้างที่จะไม่ตอบมาตลอด ช่วงแรกถูกถามว่ากรรมการสรรหาเป็นใคร ท่านก็บอกว่าบอกไม่ได้ เดี๋ยวมีการวิ่งเต้น แต่ตามกฎหมายระบุว่าต้องมีการส่งชื่อบุคคลที่จะเป็น ส.ว.ให้ คสช.ไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนการเลือกตั้ง แต่นายวิษณุกลับเพิ่งมาบอกเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งที่ควรบอกตั้งแต่เดือนมีนาคม
และเมื่อเปิดชื่อ คนก็งงเป็นไก่ตาแตก มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีชื่อนายพลที่ไปเป็น ส.ว.เสียเอง ทั้งยังมีญาติของกรรมการสรรหา จึงไม่รู้ว่าจะเรียกวุฒิสภา หรือสภาวงศาคณาญาติและบริวารกันแน่ และเป็นไปได้อย่างไรที่บัญชีสำรอง ส.ว. ไม่ประกาศพร้อมกันทั้ง 2 บัญชี ทั้งยังมีชื่อของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ด้วย ทั้งที่เป็นตำแหน่งที่มีบทบาทมากในการจัดเลือกตั้ง จะบอกว่าเป็นการเสนอชื่อโดยที่เลขาฯกกต.ไม่รู้เรื่อง คงเป็นไปไม่ได้
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
สิ่งที่เราเป็นอยู่ ไม่ใช่วิกฤตครั้งใหม่ แต่เป็นวิกฤตครั้งเดิมตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ใจกลางปัญหาไม่ใช่เรื่องบุคลิกท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อยู่ที่ประเด็นที่ว่าอำนาจในประเทศนี้เป็นของใคร ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีรัฐธรรมนูญ 5 ฉบับ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยตกลงกันไม่ได้ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของใคร ดังนั้น วันนี้เรายังอยู่ในวิกฤตเดิม แต่เป็นเฟสใหม่ ฝั่งหนึ่งยืนยันว่าอำนาจเป็นของประชาชน
แต่อีกฝั่งหนึ่งซึ่งมีผู้สนับสนุนน้อยกว่า เชื่อว่าอำนาจเป็นของคนกลุ่มน้อย และอภิสิทธิ์ชน เขามีอำนาจทางกฎหมายและมีปืน แต่คำถามที่น่าสนใจ คือตอนนี้เราอยู่ที่ไหนของวิกฤต สมรภูมิความคิดเป็นสมรภูมิเดิม แต่เปลี่ยนระยะจากช่วงที่มี คสช.มาสู่ระยะที่ไม่มี คสช. อย่างไรก็ดี ระบอบ คสช.ยังอยู่กับเรา ในรูปแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ส.ว.250 คน องค์กรอิสระที่แต่งตั้งในยุค คสช. นายกฯอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงกติกาเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม ระยะใหม่นี้เองที่เป็นประตูแห่งความหวัง
โดยในรอบ 2 วันที่ผ่านมา มีการเคลื่อนตัวทางความคิดจากอนุรักษนิยมมาเป็นฝั่งที่เชื่อในอำนาจประชาชน เห็นได้จากพานไหว้ครูของนักเรียนที่สะท้อนว่าความสนใจทางการเมืองมันถูกปลุกขึ้นแล้ว และโอกาสจะดับลงแทบเป็นไปไม่ได้ จึงนึกไม่ออกว่าฝ่ายที่เชื่อในอำนาจประชาชนจะแพ้ได้อย่างไร คนอายุ 18 ปีเพิ่มขึ้นปีละ 7-8 แสนคน นี่เท่ากับประตูมันเปิดแล้ว และหลังจากนี้พรรค อนค.จะตั้งกระทู้ถามในสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้การจำกัดสิทธิเป็นไปได้ยาก โดยต้องขอบคุณทุกคนที่ทำให้พรรค อนค.มี ส.ส.มากกว่า 20 คน ทำให้เสนอกฎหมายเข้าสู่สภาได้ ยืนยันว่าพรรค อนค.จะรณรงค์อย่างแข็งขันในสภา เรื่องแรกคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 และ 279 ยุติการเกณฑ์ทหาร ส่งเสริมการกระจายอำนาจ เชื่อว่าเรื่องนี้มันยึดโยงทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
อย่างไรก็ดี ผมไม่รู้จะยินดีกับทุกคนหรือไม่ที่ได้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีกครั้ง หลังจากนี้จะมีคนพูดว่ารัฐบาลนี้เป็นประชาธิปไตยและมาจากการเลือกตั้ง อ้างความชอบธรรมให้ พล.อ.ประยุทธ์ แต่จริงๆ แล้วมันไม่เป็นอย่างนั้น เช่น กรณีการแถลงข่าวของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในการร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร. ที่ทำให้เห็นว่าการดำรงอยู่ของ ส.ว.ได้บิดเบือนการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเลือกนายกฯแล้ว เขาจะพูดว่าต่อให้หักเสียง ส.ว.ก็ยังชนะอยู่ดี หรือกรณีนายอนุทินที่บอกประชาชนก่อนโหวตนายกฯว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับเสียงข้างน้อย
ถามจริงๆ ว่าถ้าใช้สูตรคำนวณที่คนทั่วไปคำนวณกัน คนที่รวมเสียงข้างมากคือฝ่ายต่อต้าน คสช. จะมี 253-254 เสียง ดังนั้นถ้านายอนุทินใช้ตรรกะนี้จะร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.ไม่ได้ เท่ากับการใช้อำนาจของ กกต.เป็นการปฏิเสธเสียงของประชาชน ยังไม่นับการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้จึงยืนยันว่าวิกฤตในปัจจุบันยังเป็นเรื่องเดิม คืออำนาจในประเทศไทยเป็นของใคร วันนี้มาสู่สมรภูมิใหม่ที่มีฝ่ายค้าน นี่คือความหวัง และทุกคนมีสิทธิมีความหวังเท่ากัน แต่บางคนมีความหวังมากกว่าคนอื่นๆ ผมอยากให้คนที่เชื่อในประชาธิปไตยเป็นคนกลุ่มนั้น
โกวิทย์ พวงงาม
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.)
เมื่อครั้งตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ คิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้การเมืองไปข้างหน้า ทำให้เกิดรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ซึ่งถ้าเริ่มด้วยเรื่องตำแหน่งจะมีปัญหา ทั้งนี้ การจะไปสู่วิกฤตนั้น คงมีปัจจัยหลายเรื่อง ดังนี้ 1.เสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งมีผลต่อการที่รัฐบาลจะอยู่หรือไป แต่การเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ตัวเลข 244 ต่อ 251 เมื่อรวมกับ ส.ว.ก็จะเห็นกันอยู่ 2.เรื่อง ครม. ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สื่อและประชาชนเฝ้าดูอยู่ว่าจะมีศักยภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ได้แค่ไหน นี่เป็นความท้าทาย 3.รัฐบาลต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต มีธรรมาภิบาล 4.รัฐบาลสามารถสร้างศรัทธากับประชาชน ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ซึ่งนโยบายของพรรคพลังท้องถิ่นไทคือเรื่องกระจายอำนาจ ต้องดูต่อไปว่าเมื่อไปร่วมรัฐบาลแล้วเราจะทำได้แค่ไหน
แต่ผมยืนยันว่าจะผลักดัน เพราะที่ผ่านมาการเมืองแบบรวมศูนย์มันไปไม่รอด ไม่เข้าถึงประชาชน จึงคิดว่าเรื่องนี้จะทำให้การเมืองเป็นความหวังได้ ทั้งนี้ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกฯจะไม่พูดเรื่องการกระจาย อำนาจเลยในวันรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน แต่ต้องให้ความเป็นธรรมว่าขณะนี้ยังไม่มีการร่างนโยบาย หลังจากนี้ประชาชนตรวจสอบได้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลดโทนเพื่อเป็นนายกฯในระบอบประชาธิปไตย ต้องวางท่าทีบทบาทให้เหมาะสม

