หน้าแรก การเมือง วงเสวนาสับแหล...

วงเสวนาสับแหลก ‘รัฐธรรมนูญ 60’ ดีไซน์เพื่อสืบทอดอำนาจ คสช. แนะ ปชช.ครึ่งแสนเข้าชื่อแก้ไข

16.06.19 | 16:21 น.

วงเสวนาสับแหลก ‘รัฐธรรมนูญ 60’ ดีไซน์เพื่อสืบทอดอำนาจ คสช. แนะ ปชช.ครึ่งแสนเข้าชื่อแก้ไข

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 16 มิถุนายน ที่อาคารอเนกประสงค์ ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) จัดงานเสวนา “สวัสดีเรามาจากโลกอนาคต : จากประชามติร่างรัฐธรรมนูญสู่การสืบทอดอำนาจหลังเลือกตั้ง” วิทยากรโดย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด หัวหน้าพรรคเกียน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และนายกรกช แสงเย็นพันธ์ สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย

นายกรกชกล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการรัฐประหารปี 2557 คือผลสืบเนื่องจากการทำรัฐประหารปี 2549 ที่ยังทำงานไม่สำเร็จ แต่มาสำเร็จเป็นรูปธรรมในการผ่านร่างประชามติรับร่างรรรมนูญ 2560 อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า เรามีสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยทหาร ซึ่งชัดเจนแล้วว่าทั้ง 250 คน โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่เสียงไม่แตกแถว รวมทั้งการเปิดช่องให้มีนายกฯคนนอก องค์กรแต่งตั้งอยู่เหนือประชาชน ตลอดจนการทำลายหลักประกันสิทธิเสรีภาพ ลดทอนสิทธิที่ประชาชนเคยมี

“ภายหลังการร่วมรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผมโดนคดีจากการไปแจกเอกสารประชามติที่บางพลี ทำให้นอนในเรือนจำอยู่ 10 กว่าวัน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทหารปฏิบัติต่อประชาชนที่เห็นต่าง พี่ๆ บางคนถูกไล่ออกจากงาน ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการเดินทางมาศาล นอกจากนี้ผมยังโดนประกาศ คสช.เรื่องไม่พิมพ์ลายนิ้วมือพ่วงด้วย เลยยื่นคำร้องกับกรรมการสิทธิฯ หลังจากนี้คิดว่าน่าจะให้สภาชี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ชอบธรรม มีการบังคับให้ต้องรับ ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนที่โหวตรับคือคนที่เอา คสช. เพราะหลายคนมองว่าขณะรับร่างคือไม่มีทางออกแล้ว โดยระหว่างทำประชามติมีคำถามพ่วงที่เมื่ออ่านแล้วอาจไม่เข้าใจ อาจคิดว่าจะเป็นพลังเชิงบวกในการโหวตรับ โดยรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงจึงมีการบังคับอะไรบางอย่าง ดังนั้น วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด อันดับแรกคือการทำให้ประชาชนรับรู้ว่าเขามีอำนาจจริงๆ เพราะเสียงที่ดีที่สุดคือเสียงของประชาชน” นายกรกชกล่าว

นายยิ่งชีพกล่าวว่า การสืบทอดอำนาจแบบตัวอักษรที่ปรากฏชัดเจนในรัฐธรรมนูญมีอยู่ 8 ประเด็น ทั้งนี้ คิดว่าเป็นเรื่องที่ทราบกันอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนเพื่อให้ คสช.อยู่ในอำนาจต่อโดยใช้กลไกต่างๆ ดังนี้ 1.การออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ที่ใช้เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ใช้ทำลายพรรคฝ่ายตรงข้ามที่มีคะแนนเสียงในพื้นที่เยอะ รวมทั้งสร้างระบบให้พรรคขนาดกลางกลายเป็นพรรคที่ได้เปรียบ เพื่อจูงใจให้มาอยู่ข้างเดียวกัน 2.ตั้งพรรคการเมืองเอง ชื่อพรรคพลังประชารัฐ โดยใช้นโยบายเดียวกับ คสช. หรือนโยบายที่เคยปฏิบัติไว้ก่อนการเลือกตั้ง เป็นการเปลี่ยนอำนาจเดิมไปสู่อำนาจในพรรคการเมืองแบบใหม่ 3.การแต่งตั้ง ส.ว.เองและให้มีอำนาจมากมาย ทั้งการออกกฎหมาย มีเงินเดือน สามารถโหวตอะไรก็ได้ 4.องค์กรอิสระทุกองค์กรผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งของ คสช.มาแล้ว

Advertisement

นายยิ่งชีพกล่าวต่อว่า 5.เขียนแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นเอง พร้อมกับมีกลไกการบังคับใช้ผ่าน ส.ว. และองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นเอง รวมทั้งแผนปฏิรูป 11 ด้าน 6.เขียนแผนปฏิรูปเพื่อทำโทษฝ่ายตรงข้าม 7.คำสั่ง คสช.มากกว่า 500 ฉบับ และ 8.เขียนล็อกไว้เรียบร้อยแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย ทั้งหมดนี้แสดงให้ว่าเขาสามารถดำรงอยู่ในอำนาจต่อได้อย่างยาวนาน และคิดว่าเขาไม่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่เร็วๆ นี้แน่นอน

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนในมาตรา 256 เพียงมาตราเดียว โดยสามารถเสนอได้เพียง 4 บุคคล ประกอบด้วย 1.คณะรัฐมนตรี 2.ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสภา 3.ส.ส+ส.ว.รวมกันไม่น้อยกว่า 150 คน 3.ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน โดยมีการพิจารณาใน 3 วาระ ส่วนตัวมองว่าทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างประนีประนอมมากที่สุดคือ การให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน” นายยิ่งชีพกล่าว

ด้านนายสมบัติกล่าวว่า มีคนกล่าวไว้นานแล้วว่า อำนาจมีลักษณะเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง จะให้เลิกเสพอำนาจต่อเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ดังนั้น คนที่มีอำนาจมากๆ จะชี้ และพบว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ ชี้อะไรต้องเป็นอย่างนั้น อีกทั้งยังมองว่าอำนาจเบ็ดเสร็จแบบรัฏฐาธิปัตย์ยิ่งกว่าอำนาจที่มาจากฉันทามติของประชาชน โดยเฉพาะในกระบวนการปกติที่ผ่านการเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรจะตระหนักถึงอำนาจเสมอ เพราะเขามาจากการเลือกตั้ง และยืนยันว่าอำนาจของเขาเป็นการได้รับฉันทามติจากเจ้าของอำนาจจริงๆ เมื่อวันหนึ่งคนเหล่านั้นใช้อำนาจในทิศทางที่ขัดแย้งกับประชาชน ทำให้ประชาชนออกมาแสดงตัว เช่น เหตุการณ์ชุมนุมในฮ่องกงเมื่อเร็วๆ นี้ ดังนั้น สถานะของผู้มีอำนาจคือต้องมีผู้อื่นประกบ และจำเป็นต้องมีฝ่ายค้าน ไม่อย่างนั้นจะคิดว่าตนเองมีอำนาจเด็ดขาด

“เวลามีอำนาจเกินไปจะรู้สึกเคลิ้มมาก ผมแอบไปได้ยินเหล่าทหารคุยกันในช่วงแรกๆ ของการสืบทอดอำนาจว่าผู้ใหญ่บางคนในกองทัพถึงกับให้ลูกน้องเรียกว่าท่านผู้นำ เพราะต้องการสถานะ นี่คือความไฮ ความฟินของเขา ดังนั้น การสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการสืบทอดที่ไม่ยุติธรรมจริงๆ และเป็นเรื่องที่คนใน คสช.อยากมีอำนาจต่อ และไม่อยากออกจากอำนาจด้วย 2-3 ปัจจัย 1.อย่างที่บอกว่าการสืบทอดอำนาจมีลักษณะเหมือนการเสพยาเสพติด ดังนั้น การสละออกจากสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และเขาต้องการสถานะบางอย่าง 2.เขาระวังหลัง เพราะเมื่อทหารทำศึก กฎข้อหนึ่งของการทำสงครามคือไม่ชนะ ไม่รบ และสุดท้ายคือแผนถอย ไม่มีแผนการรบไหนไม่มีแผนถอย เพราะเมื่อถอนกำลังจะโดนตลบหลัง ดังนั้น ในทางการเมือง นี่เป็นหนึ่งในกระบวนการแผนถอย และ 3.คนกลุ่มนี้อธิบายอย่างกระหน่ำหวั่นไหวว่า อยากให้นโยบายที่กระทำมาตลอด 5 ปีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเชื่อว่าเป็นการแก้ไขปัญหาหรือวางรากฐานประเทศ ดังนั้น ความรู้สึกของเขาคือหวั่นว่าตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมาจะหายไป” นายสมบัติกล่าว