หมายเหตุ – นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) ประเมินทิศทางการเมืองภายหลังพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จับขั้วตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรค โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
ในฐานะที่เคยเป็นประธานรัฐสภามองสถานการณ์การเมืองและการสืบทอดอำนาจในปัจจุบันอย่างไร
การเมืองครั้งนี้ ไม่เหมือนทุกครั้ง เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นผู้ร่างขึ้นมา ทั้งระบบสัดส่วนก็ดีและบางมาตราที่ให้ ส.ว.ไปโหวตนายกฯ ทำให้ระบบการเมืองผิดไปจากเดิมมาก เช่น การเลือกตั้งใช้เวลาเกือบ 2 เดือนกว่าจะประกาศผลการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่น้อย ขณะที่ผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อยังเป็นที่แคลงใจของพรรคการเมืองและประชาชนหลายส่วนว่าไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง พอมาถึงขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล กว่าจะเริ่มจัดตั้งรัฐบาลได้เกือบ 2 เดือน และผิดเพี้ยนไปจากการตั้งรัฐบาลในทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ส่วนมากพรรคใหญ่ที่ได้เสียงข้างมากคือได้เสียงมากที่สุดจะได้จัดตั้งรัฐบาล โดยหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ตามรูปแบบปกติที่ผ่านมาจะเป็นนายกฯ
รู้ตัวกันล่วงหน้า นายกฯจะเป็นผู้เชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาล สัดส่วนรัฐมนตรีของแต่ละพรรคจะเป็นไปตามสัดส่วน ส.ส.ที่มีในสภาถือเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่อาจจะโต้เถียงได้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะตายตัว ไม่ใช่ 10 ต่อ 1, 7 ต่อ 1, 5 ต่อ 1 เสมอไปมันไม่ตายตัว จะดูตามความเหมาะสม การทำงานให้มีประสิทธิภาพของรัฐบาลจะเป็นหลักใหญ่ประการหนึ่ง
แน่นอนว่านายกรัฐมนตรีต้องการสร้างผลงานนอกจากนโยบายแล้ว คนที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องมีความเหมาะสม แล้วก็มีความรู้ความสามารถในกระทรวงที่จะเข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการพอสมควร การที่จะเอานโยบายไปใช้ ตัวบุคคลจะเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่นโยบายอย่างเดียว ใครมาก็สามารถทำได้ ความรู้ความสามารถกับนโยบายจะต้องไปด้วยกัน แต่ผมดูคราวนี้แแล้ว สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปหมด เช่น การตั้งรัฐบาล โดยที่ยังไม่มีนายกฯ โดยพรรคการเมือง 19 พรรค ไปจัดตั้งรัฐบาลก่อน แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องนายกฯ แต่เมื่อใครเป็นนายกฯแล้วจะไม่มีส่วนเลยในการในการตกลงเรื่องจำนวนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มันผิดธรรมชาติ เพราะคนที่จะเป็นหัวหน้างาน คนที่จะเป็นผู้นำของประเทศที่จะเอายุทธศาสตร์เข้ามาบริหาร จะต้องรู้หน้าตาของคนที่จะมาร่วมงานด้วย จึงจะเดินไปด้วยกันได้ แต่คราวนี้คนที่จะเป็นผู้นำไม่เกี่ยวข้อง แล้วก็ตกลงกันแบ่งกระทรวงไป ตามที่ได้ประโยชน์กับพรรคมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องความเหมาะสมของบุคคล ของพรรคที่จะบริหารเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด
ดังนั้น รัฐบาลนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะบริหารงานยาก เพราะคนที่มาร่วมงานไม่ใช่คนที่ตัวเองเห็นว่าเหมาะสม แต่เป็นเรื่องที่พรรคเห็นว่าเหมาะสม บางครั้งความเหมาะสมของพรรค ความเหมาะสมของนายกฯ ความเหมาะสมของสายตาประชาชนมันก็จะค้านกัน เพราะพรรคมองผลประโยชน์ของพรรคเป็นประการสำคัญหรือการประนีประนอม กลุ่มไหนมี ส.ส.มากก็ได้เก้าอี้ไป ที่ผ่านมาถึงแม้จะมีบ้างแต่ไม่เหมือนแบบนี้ ที่ผ่านมานายกฯ ที่ผมเคยร่วมรัฐบาลจะมีปรับเปลี่ยนเก้าอี้บ้าง เพราะเห็นว่ารัฐมนตรีกระทรวงนี้มีผลประโยชน์กับพรรคของนายกฯ ก็จะแลกกับพรรคอื่นเพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือพรรคผมมีผลประโยชน์กับเรื่องนี้ คือให้พรรคอื่นเอาไปทำ ประชาชนจะได้ไม่แคลงใจถือเป็นการแสดงสปิริตของนายกฯ และพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ภาพของรัฐบาลที่ออกมาดูได้พอสมควร แต่ครั้งนี้คิดว่าการแบ่งงานแล้วตัวบุคคลยังไม่รู้ว่าใครนั้นเท่ากับว่ากำลังมีปัญหา
สาเหตุใดหรือสิ่งใดทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลแกว่งไม่มั่นคง
จุดแกว่ง คือ การสืบทอดอำนาจมาอย่างชัดเจนแล้ว พล.อ.ประยุทธ์มาจากการรัฐประหาร ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อร่างกฎหมาย และผ่านรัฐธรรมนูญที่เป็นการสืบทอดอำนาจ สุดท้ายก็ไปตั้งพรรคการเมืองเพื่อหนุนตัวเองเป็นนายกฯ เรียกว่าเป็นขบวนการสืบทอดอำนาจ จากที่รัฐประหารมา ก็ประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง โดยมี ส.ว.และ ส.ส.บางพรรคให้การสนับสนุน
แต่ยังไม่แน่ใจว่าประชาชนทั้งประเทศและประเทศต่างๆ จะยอมรับการเข้าสู่อำนาจของผู้นำประเทศแบบนี้ได้หรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ไม่ได้มีจากการสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ถึงแม้ว่าจะปฏิเสธและระบุว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นการเลือกตั้งตามวิถีทางตามกฎที่คุณร่างมา เป็นการเข้ามาที่ไม่สวย ถ้าตอนรัฐประหารแล้วต้องการให้บ้านเมืองสงบ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็ให้พรรคการเมืองปกติลงเลือกตั้งโดยที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีหน้าที่เป็นกรรมการ
ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวการเมืองจะลงอย่างสวยที่สุด แต่ลงแล้วขึ้นแบบนี้ตอนจบน่าจะไม่สวย เสียดายโอกาส
สาเหตุใดทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ต้องอยู่สืบทอดอำนาจต่อ
อย่างที่บอกว่าเสียดายแทน ผลงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ทำให้บ้านเมืองสงบในระดับหนึ่ง จากที่เคยขาดความสามัคคีปรองดอง ถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เมื่อทำได้สำเสร็จแล้วยังสืบทอดอำนาจต่อไป เราอ่านไม่ออกว่าท่านต้องการอะไร คนอาจจะมองว่าท่านต้องการจะปกป้องสิ่งที่ทำไปในช่วง 5 ปี แต่ประการสำคัญคิดว่าน่าจะเป็นคนรอบข้าง มายุยงส่งเสริมว่า บ้านเมืองนี้ขาดท่านไม่ได้ ถ้าท่านไม่อยู่บ้านเมืองก็จะกลับมาไม่สงบเหมือนเดิม คงไปยุให้ท่านเสียคน ในอดีตนายพลทั่วโลกเวลาลงไม่สวยไม่ใช่เพราะตัวเอง แต่เพราะคนรอบข้างที่ไม่รู้จักพอหาประโยชน์ในช่วงที่ตัวเองอยู่ในอำนาจ พอจะสูญเสียประโยชน์ต้องการที่จะอยู่ต่อแล้วมายุ คนพวกนี้ทำกรรมให้กับผู้นำประเทศ และประชาชนมาเยอะ บทเรียนมีเยอะเหลือเกิน
เส้นทาง พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้จะไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สภาผู้แทนฯที่มีฝ่ายค้าน นายกฯไม่ได้มาจาก ส.ส. เหนื่อยแน่นอน เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าสวยหรูทั้งหมด บางอย่างอาจจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาในการเป็นรัฐบาลรอบนี้ อีกประการต้องยอมรับว่าหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ความยากจนมีมากมาย เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทั่วโลกล้วนแต่เศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้น นายกฯที่เข้ามาในช่วงนี้ต้องแก้ปัญหา แค่เรื่องประชาธิปไตยที่ต้องแก้ปัญหาก็ยากแล้ว ยังต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจอีก จึงคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะเอาตัวไม่รอด
ในการฟันฝ่าอุปสรรค ทั้งเรื่องการบริหารและเรื่องเศรษฐกิจ
การฟอร์มทีมเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ ครม.ตู่ 1 หน้าตาจะเป็นอย่างไร
ตอนนี้ยังมองไม่เห็นว่าใครจะอยู่กระทรวงไหน แต่พอรู้ว่ามีการแย่งชิงกระทรวง บางคนขอแลก บางคนบอกแลกไม่ได้ สิ่งที่น่าสงสารคือ นายกฯ และประชาชน ผมเห็นใจนายกฯ ถ้าผมต้องเป็นนายกฯในสถานการณ์ที่เลือกคนไม่ได้เลยแล้วจะทำงานได้อย่างไร ในฐานะผู้นำประเทศ ในฐานะประธานของ ครม. เห็นอยู่ว่าบางคนไม่เหมาะสม เคยโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เคยถูกกล่าวหาทุจริต แล้วจะมาเป็น ครม.ที่ผมเป็นนายกฯ ไม่อยากได้ความรู้สึกในใจมีอย่างนั้นแต่ต้องรับเข้ามา ผมคิดว่าไม่ควร เพราะนายกฯต้องมีสิทธิในการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง แน่นอนสัดส่วนของพรรคที่มี ส.ส.ให้ไปตามนั้น แต่บุคคลและกระทรวงที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพ จึงเป็นหน้าที่ของนายกฯที่จะต้องมีส่วน เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อความเข้มแข็งของพรรค หรือให้คนในพรรคได้มีงานทำ เพราะตัวเองมีบริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด
จะเปรียบเทียบกับรัฐบาลสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ได้ ในยุค พล.อ.เปรม ผมอยู่ในหลายเหตุการณ์ พล.อ.เปรมขอดูเรื่องความมั่นคง เป็นนายกฯนั่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเองอยู่นานเหมือนกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอาคนที่ไว้วางใจหรือมาจากพรรคการเมืองที่มีความชำนาญ เช่น นายอำนวย วีรวรรณ ที่มาจากพรรคกิจสังคม เป็นที่ยอมรับว่าผ่านงานเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงการคลัง ต้องยอมรับว่าท่านเก่งในเรื่องการเงินการคลังจนเป็นที่ยอมรับได้ พล.อ.เปรมจะไม่เอาเลยคนที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ด้วยว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ เช่นมีคดีรุกป่า มีพรรคการเมืองหนึ่งเสนอชื่อคนไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ พล.อ.เปรมระบุว่า คนนี้ทำโรงเลื่อยและมีเรื่องไม้เถื่อนและยังไม่ได้ถูกจับด้วยซ้ำไป ท่านขอให้พรรคเปลี่ยนตัวบุคคลทันที ถึงแม้พรรคจะชี้แจงว่าเป็นเพียงข้อกล่าวหา เขาไม่ได้รุกป่าจริงๆ แต่ พล.อ.เปรมบอกไม่เอา และท่านใจแข็ง ถ้าไม่เปลี่ยนคนก็ไม่ยอม พรรคการเมืองก็จะเป็นต้องเปลี่ยน ทำให้ ส.ส.คนนั้นไม่พอใจ หลายครั้งที่เกิดเหตุลักษณะนี้จนบางครั้งพรรคการเมืองต้องลาออกจากการร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำไป
เห็นได้ว่า พล.อ.เปรมไม่ได้มีพรรคการเมือง แต่สามารถเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนก็ยอมรับได้ในระดับหนึ่งและบริหารอยู่ได้ 8 ปี แต่ในปัจจุบันแบบนี้มันมาตั้งแต่ต้นก็มีปัญหา นายกฯยุ่งไม่ได้ เกลี่ยกระทรวงตามความเหมาะสมไม่ได้ เป็นรัฐบาลอะไรผมยังนึกไม่ออกเหมือนกัน นายกฯจะบริหารรัฐบาลอย่างไร อย่าว่าแต่บริหารสภาเลย รัฐมนตรีคนนี้มาได้ยังไง นายกฯยังตอบตัวเองไม่ได้แล้วจะตอบสภาได้อย่างไร เพราะปกตินายกฯจะต้องยืนยันต่อสภาว่ารัฐมนตรีมือสะอาด นี่ยังไม่ได้ทำงานเลย ความไม่ไว้วางใจก็เกิดขึ้นแล้ว แล้วนายกฯจะรับผิดชอบได้อย่างไร
7 พรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำหน้าที่อย่างไร
ในยุคนี้ฝ่ายค้านไม่ต้องแสดงความเกเร ลุกขึ้นยืนประท้วงบ่อยๆ หรือปาเก้าอี้ประธานสภา บนบัลลังก์ แต่จะใช้เนื้อหาสาระการอภิปรายอย่างมีเหตุผล จะสร้างความเข้มแข็งให้กับฝ่ายค้านได้ ยิ่งรัฐบาลมีจุดอ่อนเยอะ
มันเหมือนกับว่าต้นไม้กิ่งก้านไม่แข็งแรง แค่ผลักก็ล้มแล้ว ไม่ต้องเจอพายุก็ไปแล้ว
การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องดำเนินไปอย่างไร
การแก้รัฐธรรมนูญ ทุกพรรคเห็นว่ามีปัญหา พรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นเหมือนกัน บางพรรคประกาศว่าร่วมรัฐบาลเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้าน 7 พรรค จะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญแน่ จะต้องมีการแก้ไขในหลักสำคัญ คือระบบการเลือกตั้งที่พิการ และผู้ที่ไม่ได้มาจากประชาชนไปเลือกตั้งนายกฯ ไม่ได้ โดยนายกฯจะต้องยึดโยงกับประชาชน แต่จะกี่มาตรานั้นต้องดูว่าสาระนั้นยึดโยงกับมาตราใดบ้าง
พรรคส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่นายกฯไม่เห็นด้วยจะเกิดปัญหาหรือไม่
คิดว่าแน่นอน นายกฯหรือ ส.ว.ที่เข้ามาแบบนี้ก็คงไม่อยากแก้ ฝ่ายค้านเอง เสียงในสภา และระบบตามรัฐธรรมนูญ ไม่พอ ต้องใช้การผลักดันจากเสียงของประชาชนทั้งประเทศ ถ้าวันหนึ่งสุกงอมจนประชาชนทนไม่ไหว ถ้าเกิดความเห็นเช่นนั้นในภาพรวม ใครก็ขวางไม่ได้ ถ้าไม่ได้เสียงของประชาชน พลังของสภาจะทำให้แก้ไขไม่ได้
ห่วงสถานการณ์การเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญจนลงไปสู่ถนนหรือไม่
การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 ระหว่างที่มีการแก้ไข ก็มีการรณรงค์ทั้งเรื่องการรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ก้ำกึ่งกัน แต่สุดท้ายกลุ่มธงเขียวไม่ได้เดินขบวนกันใหญ่โตแต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เดินจากสนามหลวงมายังรัฐสภาจำนวนไม่มากเท่าไหร่ ที่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ จากที่พรรคการเมืองหลายพรรคอภิปรายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเช้า แต่ช่วงบ่ายสภาก็รับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญ 2540 ฉะนั้นพลังประชาชนน่าจะเป็นเรื่องสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยขอให้มีเหตุผลรองรับได้

