หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ นักการเมือง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับปี 2560 แล้ว แต่ประชุมกับคณะรัฐมนตรีชุดเดิมที่เกิดจากรัฐประหารเมื่อปี 2557 รวมถึงการลงนามประชุมอาเซียนซัมมิทที่จะมีขึ้น จะมีผลในทางปฏิบัติและการลงนามต่างๆ จะมีปัญหาตามมาหรือไม่นั้น
วิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรี

กรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ออกมาระบุว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลปัจจุบันหมดวาระลงแล้ว แต่ยังมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่นั้น ขอย้ำและเตือนว่า ครม.มีทั้งอำนาจและหน้าที่ อำนาจคือการที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจนถึงที่สุด คำว่าถึงที่สุดนั้นหมายถึงวันที่ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นวันที่พ้นจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่ง ครม.และคสช.จะสิ้นสุดลงในวันนั้น
ก่อนหน้านั้น ครม.แม้จะเหลือเพียง 17-18 คน ก็ยังเป็น ครม.เต็มอัตราทุกประการ ไม่ใช่ ครม.รักษาการหรือ ครม.ชั่วคราว ไม่ใช่สิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Caretaker Government แต่เป็น Full Powers Government เพราะกรณีรัฐบาลรักษาการนั้นจะใช้ต่อเมื่อรัฐบาลมีการยุบสภา เมื่อรัฐสภาสิ้นสุด รัฐบาลต้องสิ้นสุดด้วย เพราะสภาเป็นคนตั้งรัฐบาล
เมื่อยุบสภา ส.ส.กลับบ้านไปหาเสียงได้ แต่รัฐบาลกลับบ้านไม่ได้ เพราะประเทศต้องมีรัฐบาล จะว่างเว้นไม่ได้แม้แต่วันเดียว ดังนั้นรัฐบาลหลังการยุบสภาจึงเป็นรัฐบาลรักษาการ
แต่กรณี ครม.ชุดนี้เป็น ครม.เต็ม ไม่ได้มีข้อจำกัดบทบาทอำนาจใดๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่ได้จำกัดไว้โดยขนบธรรมเนียมประเพณีใดๆ ด้วย เช่น ครม.สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อจะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง ก็ยังมีอำนาจเต็ม เพียงแต่การจัดประชุม ครม.จะมีเรื่องเข้ามามากหรือน้อย ถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่ประชุม
ถ้าถามว่า ครม.ชุดนี้มีภารกิจอะไรนักหนาจึงต้องประชุมในระหว่างนี้ก็เพราะเป็นใกล้ประชุมอาเซียน จึงมีสิ่งที่ที่ประชุมปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีแยกไปประชุมกับต่างประเทศเกือบ 100 เรื่อง จะต้องนำกลับเข้ามาให้ ครม.เห็นชอบ เพื่อจะได้นำเสนอต่อที่ประชุมอาเซียนซัมมิทในวันที่ 22-23 มิถุนายน ดังนั้น หากไม่นำเรื่องเหล่านั้นเข้าสู่ ครม.ก่อน จะเอาไปนำเสนอเขาก็ไม่ได้ จึงต้องมีการประชุม ครม.
ส่วนขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ปฏิบัติหน้าที่นายกฯตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 หรือรัฐธรรมนูญ 2560 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทเฉพาะกาลเขียนว่าให้ ครม.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังคงเป็น ครม.ต่อไป จนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ
ครม.มีเรื่องที่ต้องทำ ต้องดูอำนาจและหน้าที่ ถ้า ครม.นั่งกินเงินเดือนเต็ม แล้วไม่ปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้ราชการงานเมืองเป็นดินพอกหางหมู ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้
ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องประชุมอาเซียน แต่ยังมีการประชุมจี 20 ที่นายกฯจะต้องไปอีก ทั้งที่จริงๆ ไม่ต้องไป แต่เพราะไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งก่อนจะเอาผลการประชุมอาเซียนไป ต้องบอกผลประชุมอาเซียนให้ ครม.รู้
มันก็ต้องนั่งประชุม ครม.ทุกวันอังคาร
อีกประการที่สำคัญที่สุด คือสภา ถือว่าเมื่อเขาได้รับการเลือกตั้งเข้ามา เขามีหน้าที่เต็ม ต้องทำหน้าที่ตั้งกระทู้ถามยื่นญัตติ ก็ต้องถามรัฐมนตรีชุดนี้ เพราะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังไม่มา
สภามองว่ารัฐบาลชุดนี้ยังมีอำนาจเต็ม จึงตั้งกระทู้ถามได้ แล้วจะให้ ครม.นั่งรอยื่นกระทู้ถาม แต่ประชุมไม่ได้ สั่งราชการไม่ได้หรืออย่างไร อย่างไรก็ตาม หากคำถามของสภาไปเกี่ยวพันกับ ครม.ชุดหน้า ก็คงไม่ตอบ แต่ถ้าถามเรื่องที่ ครม.ชุดปัจจุบันทำอยู่ ครม.ชุดนี้ก็ต้องไปตอบ
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะทำให้เกิดความชัดเจนที่สุดว่าตอนนี้ท่านอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนไหน ก่อนหน้านี้อยู่ใน ครม.ชุมเดิมที่มาจากการรัฐประหาร และเพิ่งมีตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ จึงทำให้ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯซ้อนนายกฯ ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญต่อเรื่องความชอบธรรมของตัวท่านในแง่กฎหมาย ไม่ว่าตามข้อกฎหมายจะสามารถทำได้หรือไม่ แต่ในทางการเมืองจะมีปัญหา
ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์กำลังเข้าสู่กติกาตามรัฐธรรมนูญ ท่านต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็นนายกฯ เพื่อรอที่จะเข้าไปดำเนินการในฐานะนายกรัฐมนตรีที่เป็นทางการ หลังจากการฟอร์มทีมรัฐบาลเสร็จสิ้นเรียบร้อย
แต่ขณะนี้ก็ไม่ทราบว่าทางที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายได้เสนอท่านนั่งควบได้หรือไม่อย่างไร เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้
รัฐบาลชุดนี้ต้องเป็นรัฐบาลรักษาการได้แล้ว เพื่อที่จะรองรับการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ การนั่งเป็นรัฐบาลที่เป็นทางการเช่นนี้ก็มีปัญหาว่า แล้วตำแหน่งนายกฯใหม่จะอยู่ในสถานะทางกฎหมายตรงไหนอย่างไร
ตอนนี้ท่านเป็นนายกฯคนไหน คนเก่าหรือคนใหม่ เพื่อให้มีความชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน คือ เป็น ครม.รักษาการเพื่อที่จะรองรับกับ ครม.ชุดใหม่ที่จะมาหลังจากมีการฟอร์มรัฐบาลได้
มติ ครม.ที่อนุมัติก่อนหน้านี้จะเกิดปัญหาตามว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่ ซี่งหลายฝ่ายก็มองว่าเป็นโมฆะ หลายฝ่ายก็มองว่าเป็นไม่ได้ เพราะมีปัญหาเกิดขึ้น ในเมื่อมีนายกฯ 2 คนซ้อนกันอยู่แล้วจะถือว่าอันไหนคือมติที่ชอบธรรมที่ถูกต้อง เป็นข้อถกเถียงที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนี้แน่นอน
ความจริงแล้วเรื่องนี้น่าจะจบต้องแปลงเป็น ครม.รักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ มีหลัก มีทางออกตั้งแต่ต้น
แต่ข้อสังเกตบางอย่างรัฐบาลชุดนี้ทั้งหมดมักมีปัญหาในการแก้ปัญหาในเชิงนิติศาสตร์ให้ถูกต้องตามหลักการ โดยพยายามแก้ปัญหาในลักษณะที่อ้างแบบสีข้างเข้าถูตลอดซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์สังคมได้ และจะไปพันกับสถานะความเชื่อมั่นของรัฐบาลในอนาคต
ปิยบุตร แสงกนกกุล
ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามการโหวตของรัฐสภา แสดงความชัดเจนต่อการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่ให้เกิดปัญหาต่อด้านบริหารในอนาคต เพราะสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ นายกฯ คนใหม่ ขณะที่ ครม.ที่ยังอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็น ครม.ชุดเก่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ คนใหม่ เข้าร่วมประชุมกับ ครม. ชุดเก่า อาจจะมีปัญหาได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ ควรตั้งนายกฯรักษาการหรือเร่งรัดการตั้ง ครม.ชุดใหม่โดยเร็ว
เชื่อว่าคนเขียนรัฐธรรมนูญไม่ทราบว่าการตั้ง ครม.จะต้องใช้เวลานานอย่างนี้ เพราะปกติเมื่อได้ตัวนายกฯ ภายใน 1-2 สัปดาห์ สามารถตั้ง ครม.ได้แล้ว เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ แต่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นห่วงว่าอาจจะมีปัญหาทางกฎหมายได้ หากมีผู้ยื่นให้ตรวจสอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ร่วมลงมติ หรือ อนุมัติในโครงการของ ครม. ทั้งที่มีความซ้ำซ้อน ระหว่างนายกฯคนใหม่ กับ ครม.ชุดเก่า
ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร

ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 และ 265 ที่บอกว่าให้คณะรัฐมนตรีที่บริหาร คือ รัฐบาลชุด คสช.เป็น ครม.ตามบทบัญญัตินี้จนกว่าจะมี ครม.ที่มาจากการเลือกตั้งเข้ารับหน้าที่ ปัญหาคือเรามีพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้งนายกฯแล้ว แต่สิ่งที่ไม่มีคือ ครม. จึงเป็นช่องว่างอย่างหนึ่งของกฎหมาย
ซึ่งต้องอธิบายก่อนว่ากระบวนการที่ว่านี้ไม่ใช่กลไกที่ถูกต้อง บทเฉพาะกาลนี้ยกเว้นทุกอย่างกระทั่งธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญที่เคยมีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งโดยหลักแล้วเมื่อโหวตนายกฯได้ สิ่งที่จะทำอย่างแรกคือประกาศ ครม. แล้วให้ ครม.เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีที่รักษาการอยู่จะต้องออก เพื่อให้ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นี่คือระบบปกติ
แต่เราอยู่ในระบบของการใช้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญมาปกครอง ซี่งถ้ามองในแง่กฎหมายที่เขียนไว้ก็สามารถทำได้ แต่ถามว่าชอบด้วยหลักการตามรัฐธรรมนูญทั่วไปหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ไม่ชอบ
เพราะคงไม่มีใครที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ แล้วให้นายกฯคนเก่ามานั่งบริหาร จึงอาจจะมีการวางยากันไว้ก่อน หรือใช้อำนาจตอนนี้โยกย้ายข้าราชการพวกของตัวเองมากอดไว้ ซึ่งไม่มีใครทำกัน
มีหลักอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลรักษาการ ทำอะไรได้เหมือนรัฐบาลทั่วไป ยกเว้นเพียง 2 เรื่อง คือ 1.ไม่ก่อภาระผูกพัน เช่นการกู้เงิน หรือใช้เงินปริมาณมหาศาลในการทำเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ และ 2.โยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซึ่งล่าสุดไม่ต้องมีมติ ครม. จู่ๆ ก็ใช้ ม.44 คืนตำแหน่งให้นายก อบจ.ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง เช่นนี้ไม่มีใครเขาทำกัน
ตอนนี้มี 3 ตำแหน่งที่ซ้อนกันอยู่ คือ 1.นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร 2.หัวหน้า คสช. และ 3.นายกรัฐมนตรีที่มาจากการโหวตร่วมกันของ ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งบังเอิญว่าทั้ง 3 ตำแหน่งเป็นคนเดียวกัน ถ้าพูดถึงในแง่การใช้อำนาจไม่มีใครทำกัน และการร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้
มีเทคนิคทางกฎหมายที่จะยืดระยะเวลาของตัวเองออกไปได้ คือการไม่ตั้ง ครม.เสียที ให้ ครม.เดิมทำงานต่อไปได้
ส่วนตัวจึงมองว่าเป็นเทคนิคทางกฎหมายซึ่งไม่ใช่เทคนิคที่ดี เป็นกับดักหนึ่งที่มาพร้อมกับรัฐธรรมนูญ กับดักที่อยู่กับการเปลี่ยนผ่าน ไม่ได้ถ่ายอำนาจได้โดยง่าย เพราะการเปลี่ยนจากรัฐบาลทหารของ คสช. มาเป็นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้ไม่มีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดอยู่แล้ว กลไกการเลือกตั้งของ กกต. ทุกกลไกที่ออกมาก็เพื่อสกัดพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก
ดังนั้น การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจึงเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อต่อรองเก้าอี้ไม่ลงตัว ตั้ง ครม.ไม่ได้ คสช.กับ ครม.เดิมก็ต้องยังอยู่ ทุกอย่างถูกวางไว้หมดแล้ว
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายภายใน แต่ไม่รู้ว่าต่างประเทศจะยอมรับแค่ไหน ต้องไม่ลืมว่าการไปลงนามของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นการลงนามในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร มาจากระบอบ คสช.ไม่ใช่นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง
เพราะฉะนั้นการลงนามจะเป็นโมฆะหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมของนานาชาติเอง !?!

