‘บิ๊กตู่ยก2’ ไล่ทุบสถิติ ใช้เวลาตั้ง รบ.นานสุด

20.06.19 | 14:07 น.

ในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยได้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะแรกเกิดขึ้นหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในครั้งนั้นเรียกว่า “คณะกรรมการราษฎร” โดยมี “พระยามโนปกรณ์นิติธาดา” เป็นประธานคณะกรรมการราษฎร เทียบเท่าได้กับตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ในปัจจุบัน


เมื่อนับช่วงเวลามาจนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 87 ปี เรามีคณะรัฐมนตรีทั้งหมด 61 คณะ ชุดล่าสุดจัดตั้งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2557 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

พล.อ.ประยุทธ์เข้าบริหารประเทศนานถึง 5 ปีเศษ ท่ามกลางสัญญาณพิเศษที่มี คสช.เป็น “พี่ใหญ่” และการใช้มาตรา 44 ที่มีอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

แต่กว่าจะได้วันเลือกตั้งเพื่อกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาล คสช.ต้องขยับโรดแมปเลือกตั้งหลายครั้ง ก่อนจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ขึ้นมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 หลังผลการเลือกตั้ง มีการประชุมรัฐสภานัดแรกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา เสียงของสภาร่วมโหวต พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562

Advertisement

เมื่อติดตามข่าวสารจะพบว่า พรรคพลังประชารัฐได้รวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลจำนวน 254 เสียง จาก 19 พรรคการเมืองที่เต็มไปด้วยข้อเสนอต่อรอง “เก้าอี้” รัฐมนตรีมากมาย เกิดเสียงขู่ เสียงเตือน ทั้งจากมุ้งพลังประชารัฐเอง และจากพรรคอื่นที่มีเสียง ส.ส.ประมาณ 50 เสียง จนถึงเสียง ส.ส.ของพรรคเล็กที่รวมกลุ่มกันต่างขอโควต้าดังกล่าวด้วยกันทั้งสิ้น

การคลอดคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” จึงใช้เวลาเปลืองพอสมควร ต้องทอดเวลาออกไปจนไม่รู้ว่าจะลงเอยที่วันไหน

หากเอาวันที่สภาร่วมโหวตขานชื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เป็นที่ตั้ง และนับมาจนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2562 อันเป็นวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาสยบข่าวการจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาลที่ไม่ลงตัวว่า ได้เคาะชื่อในทีม ครม.จนทุกอย่างนิ่งแล้ว ก็กินเวลาเข้ามาแล้วถึง 14 วัน ยังต้องนับยาวต่อไปอีกหลายวัน

สมัย “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ คนที่ 16 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญเปิดไว้ให้สำหรับนายกฯ คนนอก เวลานั้น พล.อ.เปรมดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.อยู่ด้วย ได้เสียงโหวตในรัฐสภา 399 เสียง จาก 526 เสียง ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ ครั้งแรก และใช้เวลา 18 วัน ตรงกับวันที่ 21 มีนาคม 2523 ตั้งคณะรัฐมนตรีออกมาร่วมบริหารประเทศ

คาดกันว่ารัฐบาลของ “บิ๊กตู่ยกสอง” กำลังจะทุบสถิติการตั้ง ครม.ของรัฐบาล พล.อ.เปรมในอีกไม่ช้า

น่าสนใจว่า ในครั้งนั้น พล.อ.เปรมได้ขึ้นแถลงนโยบายในสภาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2523 กล่าวตอนหนึ่งว่า “ท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ ถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะมาจากหลายกลุ่มการเมือง และมาจากผู้ที่มีประสบการณ์หลายด้านด้วยกันก็ตาม กระผมขอยืนยันได้ว่าบุคคลทุกคนและจากทุกฝ่ายในรัฐบาลนี้ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน”

คำพูดดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่า พล.อ.เปรม หรือ “ป๋าเปรม” สามารถเป็นนายกฯยาวต่อเนื่องถึง 8 ปี 5 เดือนในเวลาต่อมา

จึงต้องติดตามอีกว่า ความเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่นั่งนายกฯสมัยแรกมาแล้วประมาณ 5 ปี จะสามารถนำรัฐนาวาสมัยที่ 2 ของตัวเองไปรอดจนครบเทอมหรือไม่

เมื่อมองดูสถานการณ์ในมุ้งการเมืองปัจจุบันแล้ว รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มีอะไรต้องแก้กันเป็นรายวันอยู่ตลอด และไม่แน่ว่าหลังจากที่ตั้งรัฐบาลได้แล้ว จะเกิดอาการ “พยศ” หรือ “แหกคอก” ในส่วนของ ส.ส.พลังประชารัฐและพรรคร่วมด้วยหรือไม่ และยังมีอีกหลายพรรคที่ไม่มีเอี่ยวในเก้าอี้ ครม.จะก่อ “คลื่นใต้น้ำ” หรือไม่

นับเป็น “จุดอ่อน” ของรัฐบาลปัจจุบันที่รัฐบาลในอดีตต่างประสบมาเช่นกันแต่เรื่องไม่เยอะดั่งเช่นทุกวันนี้

เมื่อเทียบเคียงกับสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2518 ที่มีแค่ 18 เสียง อาศัยจำนวนเสียงของพรรคอื่นๆ ร่วมกันตั้งรัฐบาล ภายหลังรัฐบาล “หม่อมพี่” ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รวบรวมเสียงพรรคประชาธิปัตย์ของตนเองกับพรรคเกษตรสังคมและแนวร่วมสังคมนิยมได้ 103 เสียง ไม่ถึงครึ่งของสภาที่กำหนดไว้ 135 เสียง จึงไม่สามารถไปต่อได้ในวันแถลงนโยบายของ ครม.เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2518 ที่มีเสียงยกมือช่วย 111 เสียงเท่านั้น หม่อมพี่ได้ประกาศลาออกจากนายกฯ ที่นั่งมาได้ 18 วัน พร้อมสละสิทธิการจัดตั้งรัฐบาล

14 มีนาคม 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในนามรัฐบาลผสมที่มีพรรคกิจสังคมเป็นแกนนำรวมกับอีก 12 พรรค และมีการตั้งคณะรัฐมนตรีในอีก 3 วัดถัดมาอย่างรวดเร็ว ก่อนแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2518 ความตอนหนึ่งว่า

“รัฐบาลซึ่งข้าพเจ้าและคณะรัฐมนตรีได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นนี้ เป็นรัฐบาลผสมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ที่ล้วนสำนึกในความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน ในอันที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพพอสมควร เพื่อดำเนินการปกครองประเทศตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยต่อไป ดังนั้น จึงขอให้เข้าใจด้วยว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นในครั้งนี้เป็นการร่วมกันในทางการเมือง ในเชิงนโยบายที่ใช้แก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราในขณะนี้เป็นสำคัญ แกนกลางที่ผนึกกำลังของพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งร่วมกันเป็นรัฐบาลครั้งนี้นั้นหาใช้พรรคหนึ่งพรรคใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด แท้ที่จริงแกนกลางคือนโยบายและแผนปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งรัฐบาลนี้จะได้แถลงให้สภาผู้แทนราษฎรทราบเพื่อขอความไว้วางใจในวันนี้”

คำกล่าวการตั้งรัฐบาลดังกล่าว ทำให้ที่ประชุมสภาโหวตให้ความไว้วางใจรัฐบาลของ “หม่อมน้อง” ถึง 140 เสียงต่อ 124 แต่รัฐบาลก็อยู่ได้เพียง 1 ปี 1 เดือนเท่านั้น เพราะความไร้เสถียรภาพที่มีจำนวน ส.ส.ปริ่มน้ำเป็นสาเหตุหนึ่ง

เมื่อดูภาพรวมกว้างๆ ของการเกิดคณะรัฐมนตรีทั้ง 61 ชุดที่ผ่านมา ไม่มองถึงความสลับซับซ้อนของการจัดตั้งที่กินเวลาต่างกันด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม จะพบว่าส่วนใหญ่หลังมีนายกฯ แล้ว จะสามารถจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจนเสนอเป็นคณะรัฐมนตรีออกมา ทั้งหมดกินเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ หรือไม่เกินครึ่งสัปดาห์ก็ได้ปฏิบัติภารกิจกันแล้ว

วันนี้สายตาทุกคู่จับไปที่การตั้งคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลประยุทธ์ 2 กำลังส่งสัญญาณที่ขาดเสถียรภาพ อาจจะมีการตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องหลังการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงเทพฯ ออกไป

การขยับออกไปนานขึ้นเท่าใด ใช่ว่าโครงสร้างรัฐบาลจะแข็งแกร่ง บุคคลที่มีติดโผ ครม.บางคนที่แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่านิ่งแล้วก็ตาม อาจจะหายใจไม่ทั่วท้อง ยิ่งขยายวันเท่ากับเปิดพื้นที่การส่องแว่นขยายเบื้องหน้าและเบื้องหลังของบางคนในรายชื่อ ครม.มากขึ้นอีก

จนถูกค่อนแคะว่า ยังไม่ทันเริ่มแถลงนโยบาย กำลังทำให้ฝ่ายค้านตกงานที่ถูกแย่งหน้าที่ไปเสียแล้ว