รบ.บิ๊กตู่ รอบ 2 เผชิญมรสุม ปริ่มน้ำ จังหวะก้าว บนเส้นด้าย

23.06.19 | 13:00 น.

เสียงเตือนจาก นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรถึง “เสียงปริ่มน้ำ” ที่อาจมีผลกระทบต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ปี 2563 นั้นเป็นเสียงเตือนจากประสบการณ์ทางการเมือง
ขณะที่รัฐบาลมีเสียงเกินครึ่งไม่กี่เสียง ผนวกกับสถานการณ์ที่ขัดแย้งแตกร้าวตั้งแต่ยังไม่ตั้งรัฐบาล กับภารกิจของรัฐบาลที่ต้องผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไปให้ได้โดยไม่มีวุฒิสภาเป็นกองหนุน
ถือเป็นย่างก้าวที่สุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เป็นกฎหมายที่หากมีอันเป็นไปรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ
ยิ่งเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่รัฐบาลไม่สามารถหลบหนีหลีกเลี่ยงไปได้
ถือได้ว่า การผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่จะมีขึ้นหลังจากฟอร์มรัฐบาลสำเร็จ คือด่านแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญหน้า
เผชิญหน้ากับการโหวตของสภาผู้แทนราษฎร
ผ่านหรือไม่ผ่าน

เชื่อว่าปัญหาข้อนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็มองเห็น ดังนั้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงการวางตัวรัฐมนตรีตามโควต้าต่างๆ ของรัฐบาลผสม จึงตอกย้ำว่า “โผนิ่งแล้ว”
เป็นการส่งเสียงขึ้นมาท่ามกลางการต่อรองขอ “ทำงาน” ในฝ่ายบริหารของกลุ่มก้อนต่างๆ
โดยเฉพาะกลุ่มก้อนที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐเอง
ก่อนหน้านี้เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯใหม่ๆ ก็บังเกิดกระแสข่าว   “รื้อบัญชีโควต้า” และ “แลกเก้าอี้” กันในพรรคร่วมรัฐบาล
ทั้งนี้เพราะพลพรรคของพรรคพลังประชารัฐมองว่า ยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม อีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับการ “ปูนบำเหน็จ”
ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ได้กระทรวงหลักอย่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ไปครอง
น่าจะมีการแลกเปลี่ยนกระทรวงตามโควต้าที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ให้กลับคืนมาอยู่ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ
ครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ตอกย้ำว่า ทุกอย่างไม่มีปัญหา ทุกอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ถือเป็นทีท่าแรกที่หยั่งคาดได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์คล้อยตามพรรคร่วมไปแล้ว
ต่อมา ได้เกิดความเคลื่อนไหวภายในพรรค โดย นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาเป็นตัวแทน ส.ส.อีสานตอนบนของพรรค เรียกร้องขอตำแหน่งฝ่ายบริหารให้กลุ่ม
ตามมาด้วยกลุ่ม 13 ส.ส.ภาคใต้ของพรรคพลังประชารัฐ ที่เคลื่อนไหวขอตำแหน่งให้ตัวแทนของกลุ่มเป็นฝ่ายบริหาร ด้วยเหตุผลที่ว่าพรรคการเมืองอื่นมีรัฐมนตรีทางภาคใต้ แต่พรรคพลังประชารัฐไม่มีฝ่ายบริหารที่มาจาก ส.ส.ภาคใต้
กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า รายชื่อรัฐมนตรีนิ่งแล้ว กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ
คาดว่าจะนำชื่อรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯได้ภายในเดือนมิถุนายน

มีรายงานข่าวว่าตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐนั้น นอกจากตัวหลักของ คสช.แล้ว       ที่เหลือเป็นเก้าอี้ของแกนนำ ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐ
โดยเฉพาะแกนนำของกลุ่ม 3 มิตรนั้น ทั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ต่างมีเก้าอี้รองรับ
แม้ล่าสุดจะมีกระแสข่าวว่า ในบรรดารายชื่อว่าที่รัฐมนตรีจากทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลที่ส่งไปตรวจสอบคุณสมบัติ มีว่าที่รัฐมนตรีช่วย 2 คนมีความสุ่มเสี่ยงต่อการขาดคุณสมบัติ
แต่ส่วนใหญ่ ทุกคนที่ได้รับการเสนอชื่อไป ผ่านฉลุย
คาดว่าอีกไม่นาน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รอบ 2 จะถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นรูปเป็นร่าง
ขณะที่ทางฟากฝ่ายของพรรคฝ่ายค้าน ระยะนี้แม้จะมีการเตรียมการ แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะรอให้รัฐบาลใหม่ตั้งไข่ได้ก่อน จึงจะเคลื่อนไหว
พรรคฝ่ายค้านรอวันที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลชุดปัจจุบัน
เพราะเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เริ่มดำเนินงาน เท่ากับว่าอำนาจพิเศษต่างๆ ที่ คสช. เคยกำหนดไว้ตอนยึดอำนาจจะสลายไป
โดยเฉพาะ ม.44
ดังนั้น ไม่ใช่มีเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นที่อยากจะตั้งรัฐบาลได้
ฝ่ายค้านก็อยากให้มีรัฐบาลเร็วๆ

เมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำงานอย่างเต็มตัวโดยปราศจาก ม.44 ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษแล้ว สนามรบทางการเมืองจะปะทุขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร
ด้วยรอยร้าวที่เกิดขึ้นในช่วงการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจะกลายเป็นผลพวงไปถึงการโหวตในสภา
อย่างน้อยกรณีพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ที่มี นายดำรงค์พิเดช เป็นหัวหน้า มี ส.ส. 2 คน ก็ประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระไปแล้ว
อย่างน้อยกรณี 11 พรรคเล็กที่ก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวเพื่อขอตำแหน่งรัฐมนตรีแต่สุดท้ายยอมถอยก็อาจจะมีความคิดต่างในการโหวต
อย่างน้อยความเคลื่อนไหวของ ส.ส.อีสานบน และ ส.ส.ใต้ของพรรคพลังประชารัฐที่ยอมถอยให้ก็อาจจะเกิดความคิดต่างได้ทุกเมื่อ
ด้วยคะแนนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่มี “ปริ่มน้ำ” จึงมีความเสี่ยงในการประชุมสภาทุกนัด
แค่ขอนับองค์ประชุมเหมือนกับที่พรรคฝ่ายค้านในสมัยรัฐบาลก่อนๆ นิยมใช้ แค่นี้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็แทบจะไปไหนไม่ได้แล้ว
นี่ยิ่งประเด็นหน้าตาของ ครม.ชุดใหม่ ที่อาจจะเป็นเงื่อนไขให้บรรดา ส.ส.ที่เคยยกมือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ นำมาเป็นข้ออ้างในการ “กลับลำ”
รวมไปถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลซึ่งผสม 19 พรรค ย่อมต้องนำนโยบายของพรรคนั้นปะติดปะต่อกับพรรคนี้
และอาจทำให้พรรคที่ไม่ได้รับการบรรจุนโยบายหาเสียงของพรรคไว้ในนโยบายรัฐบาล ถือเป็นข้ออ้างในการ “กลับลำ”
เท่ากับว่าทุกจังหวะก้าวของรัฐบาลสุ่มเสี่ยงต่อการโหวตสวน

หลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์รอบ 2 เริ่มทำงาน จึงต้องเผชิญหน้ากับ “ด่านแรก” นั่นคือ การแถลงนโยบาย การนับองค์ประชุมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
และรวมไปถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามคำเตือนของนายชวน
ทุกจังหวะก้าวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จึงเต็มไปด้วยความเสี่ยง
ทุกจังหวะก้าวของรัฐบาล เหมือนกับการเดินอยู่บนเส้นด้าย
จะร่วงหล่นลงสู่พื้นเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น

Advertisement