แม้จะประสบความสำเร็จแล้วจากทำให้การรัฐประหาร “ไม่เสียของ” อันหมายถึงนำคณะเข้ามามีอำนาจชั่วคราว และต้องสิ้นสุดหลังการเลือกตั้ง เพราะประชาชนตัดสินใจให้ได้รับความพ่ายแพ้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา และคณะ ก้าวข้ามสภาวะซ้ำรอยกับที่เกิดขึ้นกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้สำเร็จ อย่างมีความเชื่อมั่นสูงยิ่งในกติกาโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบและวางกลไกไว้ให้สามารถจัดการกับทุกปัญหาที่ทำท่าจะเป็นอุปสรรคได้
ทว่าแม้จะกระทำการจนเกิดความพร้อมชนิดไม่เหลือช่องทางให้เกิดความเสี่ยงไว้เลยขนาดนั้นแล้ว ถึงวันนี้ยังดูเหมือนว่าร่องรอยของความทุลักทุเลกลับยังเกิดขึ้นในการคอนโทรลอำนาจ
การควบคุมอำนาจในรูปโฉมของการเมืองแบบเก่าๆ นั้นประสบความสำเร็จไม่น้อย
ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมา และแนวร่วมเพื่อสานต่ออำนาจที่เกิดขึ้นสมัย พล.อ.สนธิ แก้ปัญหาได้ในการจัดการในยุค พล.อ.ประยุทธ์
อย่างน้อยก็สามารถรวบรวมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งส่งผลให้สานต่ออำนาจได้สำเร็จ
โดยกติกาโครงสร้างและกลไกจะทำให้สามารถรักษาอำนาจไว้ได้อย่างมั่นคง
แม้จะมีภาพที่ดูทุลักทุเลอยู่บ้างในการแบ่งสรรบันส่วนเก้าอี้รัฐมนตรี
แต่ที่สุดแล้วกลไกของพรรคการเมืองแบบเก่าๆ ไม่เป็นอุปสรรคมาทำให้เสี่ยงต่อ “เสียของ” ได้อีก
อย่างไรก็ตาม ยังคล้ายกับว่ามีบางอย่างที่ไม่ราบรื่น
เป็นบางอย่างที่สะท้อนอยู่ในผลเลือกตั้งอย่างเงียบๆ และดูเหมือนว่าดำรงอยู่อย่างเงียบๆ ทว่าเป็นแรง เสียดทานที่สัมผัสได้ถึงการปฏิเสธต่อข้อสรุปว่า “ไม่เสียของ” อย่างทรงพลัง
ที่สัมผัสได้จากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา คือพลังของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้แสดงออกอะไรให้เกิดความวุ่นวาย แต่กลับพร้อมเผชิญหน้ากับคนรุ่นเก่าอย่างหยัดยืนและมองไม่เห็นทางที่จะยินยอม
“อยู่ได้อยู่ไป แต่ไม่มีทางยอมรับ และพร้อมตลอดเวลาที่ปลดปล่อย” คือสภาวะที่เกิดขึ้น
พลังเสียดทานใหม่ที่เกิดขึ้นแบบไม่ให้ทันตั้งตัวนี้ ดูจะก่อความโกลาหลในการตีความหมาย เพื่อกำหนด วิธีการจัดการอยู่ไม่น้อย
ด้วยมุมมองการก่อกำเนิดของพลังแบบเก่า ว่าเป็นการที่คนกลุ่มหนึ่งสร้างขึ้น และขยายแนวร่วมด้วยวิธีที่ทรงประสิทธิภาพ
“พลังแนวร่วมนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่กลุ่มคนนำ”
การจัดการจึงมุ่งไปที่ทำลายล้างกลุ่มคนนำ เพราะว่าเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุด
ขจัดศูนย์กลางได้ ย่อมสลายพลังแนวร่วมได้อย่างรวดเร็ว
ทว่านั้นเป็นการมองพัฒนาการของการสร้างกระแสแบบเก่า
โลกเปลี่ยนไปแล้ว กลไกการสื่อสารที่ส่งพลังจากศูนย์กลาง ไปควบคุมเป้าหมายหมดสภาพให้เห็นชัดๆ
กลไกการสื่อสารที่ไหลบ่าจากรอบด้านมาควบคุมศูนย์กลางต่างหากที่เป็นสภาวะแห่งปัจจุบันขณะ
“นักการเมือง” ไม่ใช่ผู้กำหนดกระแส
“กระแส” ต่างหากที่กำหนดนักการเมือง
“นักการเมือง” ไม่ใช่ผู้เดินนำเพื่อก่อกระแสให้เดินตาม
“นักการเมือง” เป็นได้แค่ปากและเสียงที่พูดแทนกระแส
การจัดการกับสิ่งที่คิดว่าเป็น “ศูนย์กลาง” จึงเสี่ยงจะนำสู่ “เสียของ”
เพราะที่เห็นว่าเป็น “ศูนย์กลาง” นั้น เป็นแค่มายาภาพที่ถูกกระแสสร้างขึ้น ต่อให้ทำลายกี่ครั้งกี่คน
แหล่งพลังที่แท้จริงจะยังคงอยู่
อำนาจที่เคลื่อนด้วยมุมมองเก่า จึงนับวันจะยิ่งงุนงงสับสน

