วงเสวนา “ปชต.เมื่อไหร่จะตั้งมั่น” ชี้ เพราะชนชั้นนำหวงอำนาจ สร้างนิทานราษฎรไม่พร้อม-ชิงสุกก่อนห่าม ทำทหารเป็นฮีโร่ กรรมการคือผู้ร้าย
วันนี้ (21 มิ.ย.) ที่ร้านเบรนเวค คาเฟ่ มติชนอคาเดมี สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ ร้านเบรนเวค คาเฟ่ จัดงานเสวนา “ประชาธิปไตยเมื่อไหร่จะตั้งมั่น” ซึ่งต่อยอดมาจากหนังสือ “ประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น” ของ ดร.จิราภรณ์ ดำจันทร์ วิทยากรโดย ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการเสวนา โดยนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ
อ่าน : อจ.มธ. แนะ สนพ.ส่ง ‘ปชต.ที่ไม่ตั้งมั่น’ให้บิ๊กตู่อ่าน ย้อน ปชต.ไทยเลยจุดเปลี่ยนผ่านมานานแล้ว
ผศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า เราเรียกการเมืองไทยขณะนี้ว่า เป็นระบบการเมืองลูกผสม ไม่ดำก็ขาว ระบอบนี้จัดประเภทแยกย่อยไปอีก เช่น เผด็จการที่จัดให้มีการเลือกตั้ง แต่พรรคของรัฐควบคุมทุกอย่าง ทำให้ชนะถล่มถลาย ฝ่ายค้านอ่อนเปลี้ย หรือมีพัฒนาการของประชาธิปไตยมากกว่า กล่าวคือ เป็นเผด็จการที่มีการแข่งขัน โดยฝ่ายค้านใช้เทคนิคทางการเมืองคว่ำรัฐ หรืออย่างน้อยเสมอตัว แต่กรณีประเทศไทยตอนนี้เป็นเผด็จการกึ่งแข่งขันกึ่งครอบงำ เพราะการเปลี่ยนจากเผด็จการทหารเป็นประชาธิปไตย ควรจะตั้งต้นจากเผด็จการที่มีการเลือกตั้ง กระนั้นการก่อตัวทางกลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทย และอนาคตใหม่ มีลักษณะที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐไม่ได้เป็นผู้ครองความเป็นเจ้าทางภูมิทัศน์ทางการเมือง
ผศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คือลักษณะการเปลี่ยนผ่านจากบนลงล่างมีมาก อีกรูปคือเปลี่ยนจากล่างขึ้นบน คือกดดันกองทัพไม่ให้แทรกแซงการเมือง หรืออีกแบบคือเปลี่ยนผ่านจากภายนอก เช่น ประเทศกัมพูชา แต่ของไทยตอนนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านจากบนลงล่าง ความน่าสนใจอยู่ จึงอยู่ที่ว่า พปชร.ไม่ได้เป็นพรรคที่มีพลังผูกขาดทางการเมืองขนาดนั้น แต่เป็นรัฐบาลผสม ซึ่งเป็นความแตกต่างที่มองได้ถึงเสถียรภาพของรัฐบาล
“วันนี้ถ้ามีโอกาสคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนอื่นจะขอชมเชยท่านที่สามารถเปลี่ยนผ่านการปฏิวัติจากบนลงล่างให้เป็นระบอบที่มีการแข่งขันยากขึ้น แต่สิ่งที่น่าขบคิดเมื่อดูจากประวัติศาสตร์ เราผ่านกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยถึง 4-5 ระลอก ทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านเป็นระยะรอยต่อ ถ้าไม่ปล่อยให้มีการปฏิวัติจากล่างขึ้นบน พลังของทหารจะสูง การเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยจะทำได้ยาก แต่ดีขึ้นได้ ถ้าความสัมพันธ์ของทหารกับพลเรือนมีมากขึ้น แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ประเทศไทยจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้” ผศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ถือว่า ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิไตย เป็นระบบผสม แต่ไม่ใช่เผด็จการเต็มใบแบบสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ส่วนการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการพยายามแปลงกายจากระบอบสฤษดิ์ให้มีความเป็นเผด็จน้อยลง เพื่อให้ชาวโลกเห็นว่า รัฐบาลมีความเป็นประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับล้มเหลว เพราะความพิสดารและอภินิหารทางกฎหมาย ทั้งสูตรคำนวน บทบาท และหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำให้คนไทยตั้งคำถามกับการเลือกตั้ง จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมี ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เพื่อเลือกตัวเองมาเป็นนายกฯ เป็นการใช้อำนาจที่เปลือยเปล่า
ผศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยมี 2 ระยะ คือ 1.เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย โค่นล้มเผด็จการ 2.ทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยลงหลักปักฐานให้ตั้งมั่น ถ้าดูในแง่การเปลี่ยนผ่าน สังคมไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยมากที่สุด ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475, 14 ตุลาคม 2516, พฤษภาคม 2535 อย่างน้อย 3 เหตุการณ์ใหญ่นี้คือเหตุการณ์ที่ประชาชนลุกขึ้นมาโค่นระบอบเผด็จการอำนาจนิยม แต่ทำไมประชาธิปไตยถึงไม่ตั้งมั่น ที่น่าสนใจคือ เวลาที่บอกว่าประชาธิปไตยไทยล้มเหลวหรือไม่ตั้งมั่นกลายเป็นว่าประชาชนตกเป็นจำเลย ทั้งที่ประชาชนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร เพราะไม่ได้เข้าไปอยู่ในแวดวงอำนาจเพื่อแย่งชิง เราไม่มีอำนาจ
“ถ้าเราร่างประวัติศาสตร์ใหม่อีกแบบ ซึ่งตอนหลังก็เริ่มมีการศึกษาแล้วว่า ที่ไม่สำเร็จเพราะหลัง พ.ศ.2475 กลุ่มที่เสียอำนาจไปพยายามแย่งชิงอำนาจกลับคืน มีการทำอะไรหลายอย่างเพื่อสกัดขัดขวางไม่ให้ประชาธิปไตยตั้งหลักได้ พอ 14 ตุลาคมปฏิวัติเสร็จ ประชาชนลุกขึ้นสู้ นึกว่า ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ปรากฏว่าอีก 3 ปีก็กลับมายึดอำนาจ ทั้งนี้ ในประวัติศาสตร์แบบทางการ ตามตำราเรียนบอกว่าพวกนักศึกษาเอียงซ้ายเกินไป ใจร้อน เพราะรู้สึกเหมือนจะไปเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน กลายเป็นว่าเล่าประวัติศาสตร์แบบที่นักศึกษาชาวนา กรรมกร กลายเป็นผู้ร้าย แทนที่เราจะได้รู้ว่าใครกันแน่เป็นผู้สังหารประชาธิปไตย ทำให้ประชาธิปไตยที่เปลี่ยนผ่านไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ได้ ก็คือกลุ่มชนชั้นนำที่หวงแหนอำนาจ สังคมไทยน่าสนใจเพราะเหมือนเรามีมายาคติอีกชุด เป็นนิทานที่เล่าต่อกันมา อยู่ในแบบเรียนซึ่งยากมากที่จะเปลี่ยน เราเติบโตมากับการที่เรียนรู้ว่า เหตุการณ์ 2475 คือการชิงสุกก่อนห่าม ราษฎรไม่พร้อม เราเติบโตมากับการเรียนว่า 14 ตุลาคมคือชัยชนะของนักศึกษา แต่หลังจากนั้นนักศึกษาผิดพลาด ใจร้อน ในที่สุดทหารกลายเป็นฮีโร่กลับมารักษาความสงบให้สังคมไทย ถ้าเราไม่แก้นิทานประชาธิปไตย ซึ่งเล่าประวัติศาสตร์กลับหัวกลับหาง ก็ยากที่จะสร้างประชาธิปไตยให้ลงหลักปักฐาน เพราะบทเรียนคือ ประชาธิปไตยจะไม่สามารถตั้งมั่นได้ ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมความคิด ความเชื่อของคนได้” ผศ.ดร.ประจักษ์ กล่าว

